<?xml version="1.0" encoding="ISO-8859-1"?>

<!DOCTYPE rss PUBLIC "-//Netscape Communications//DTD RSS 0.91//EN"
 "http://my.netscape.com/publish/formats/rss-0.91.dtd">

<rss version="0.91">

<channel>
<title>..::  Nakaintermedia  ::..</title>
<link>http://www.nakaintermedia.com</link>
<description>Content Management Application</description>
<language>en-us</language>

<item>
<title>หอยหวานกระป๋องสูตรในน้ำซอสและในน้ำซีอิ๊วญี่ปุ่น  V.87</title>
<link>http://www.nakaintermedia.com/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=37</link>
<description><table border="0"><tr><td><div align="center"><font face="arial,helvetica,sans-serif" size="3"><font color="#0000ff">&nbsp;<font color="#0000ff"> <font color="#660000">หอยหวานกระป๋องสูตรในน้ำซอสและในน้ำซีอิ๊วญี่ปุ่น<br />อีกทางเลือกการทำตลาด &ldquo;หอยหวานไทย&rdquo;</font><br /></font><br /></font><font color="#660000"><table align="left" border="0"><tr><td><img title="nakaintermedia" height="200" alt="nakaintermedia" src="modules/My_Uploads/user_folders/v87/c04v87x01.jpg" width="173" border="0" /></td></tr></table><div align="justify"><font face="arial,helvetica,sans-serif" size="2">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<font color="#000000"><font color="#660000">&ldquo;<font color="#000000">กว่า 2 ครั้งที่ผ่านมาซึ่งเคยมีโอกาสร่วมติดตามไปดูการเพาะเลี้ยงหอยหวานที่ จ.เพชรบุรี ภายใต้โครงการวิจัย &ldquo;การพัฒนาเทคนิคการเพาะเลี้ยงหอยหวานเชิงพาณิชย์แบบครบวงจร&rdquo; โดย ดร.นิลนาจ ชัยธนาวิสุทธิ์ จากสถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และคณะ ได้ดำเนินการศึกษาวิจัยเพื่อหาศักยภาพและถ่ายทอดเทคโนโลยีที่ได้เพื่อให้กับผู้ที่สนใจ จนถึงปัจจุบันมีฟาร์มเพาะฟักและฟาร์มเลี้ยงหอยหวานขนาดตลาดในเครือข่ายวิจัยประมาณ 20 ฟาร์มที่เป็นทั้งอาชีพใหม่และอาชีพเสริมกระจายอยู่ในหลายจังหวัดที่มีศักยภาพตามแนวชายฝั่ง ล่าสุดจะเรียกว่าเป็นมาถึงช่วงสุกงอมของโครงการวิจัยวิจัยดังกล่าวที่ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2538 จากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ หรือ วช. ซึ่งเหล่าสื่อมวลชนสายเกษตรเรามีความรู้จักมักคุ้นกันเป็นอย่างดี เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2551 ที่ผ่านมา ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ราชประสงค์ กรุงเทพมหานคร ก็ได้มีการจัดนิทรรศการ &ldquo;หอยหวานไทย เมนูเด็ด&rdquo; เพื่อจะแนะนำหอยหวานและเมนูอาหารจากหอยหวานให้กับผู้บริโภคทั่วไปได้รู้จัก มีการสาธิตเมนูหอยหวานพระราชทาน การปรุงเมนูหอยหวานโดยเชฟชื่อดัง และหลากหลายเมนูหอยหวานในบรรยากาศค็อกเทลที่เปิดให้ผู้เข้าร่วมชมงานได้เลือกชิมกันมากมาย และยังทำให้มีโอกาสได้พบกับความสำเร็จจากโครงการวิจัยในอีกด้านนั่นคือ &ldquo;การพัฒนาต่อยอดเชิงพาณิชย์โดยใช้หอยหวานจากการเพาะเลี้ยง&rdquo; โดยผู้รับผิดชอบโครงการได้นำผลิตภัณฑ์ &ldquo;หอยหวานในน้ำซอสปรุงรส&rdquo; และ &ldquo;หอยหวานในน้ำซีอิ๊วญี่ปุ่น&rdquo; มาเปิดตัวภายในงานเพื่อแนะนำให้รู้จักก่อนที่จะมีการส่งเสริมและถ่ายทอดเทคโนโลยีนี้ให้กับเอกชนหรือผู้ที่สนใจต่อไปด้วย<br /><br /><strong><font color="#cc0099">ที่มาผลิตภัณฑ์ &ldquo;หอยหวานกระป๋อง&rdquo;</font></strong><br /></font></font>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; อ.ธีรศักดิ์ ปั้นวิชัย จากคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี ในฐานะหัวหน้าโครงการ (ส่วนต่อยอดเชิงพาณิชย์โดยใช้หอยหวานจากการเพาะเลี้ยง) ได้เล่าให้ฟังว่า การเพาะเลี้ยงหอยหวานเป็นการค้าหรือเชิงพาณิชย์ที่ทำกันอยู่ขณะนี้ในประเทศไทย หอยหวานเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่ค่อนข้างมีราคาแพงและต้นทุนในการดำเนินการเพาะเลี้ยงมีมูลค่าสูง แต่ในขณะที่ผู้บริโภคคนไทยยังไม่ค่อยรู้จักดีหรือบางครั้งก็สับสนระหว่าง &ldquo;หอยหวาน&rdquo; กับ &ldquo;หอยหมาก&rdquo; ที่มีราคาต่างกันเกือบครึ่งต่อครึ่ง ยังแยกไม่ออกว่าอันไหนคือหอยหมากและอันไหนคือหอยหวานซึ่งตรงนี้ก็อยากให้คนไทยได้มีความรู้จักกันมากขึ้น การเพิ่มมูลค่าโดยนำมาแปรรูปให้เป็นลักษณะของ &ldquo;หอยหวานกระป๋อง&rdquo; และอื่นๆ จุดประสงค์ก็เพื่อเป็นการเพิ่มทางเลือกในการทำตลาดให้กับหอยหวานไทยโดยเฉพาะด้านการส่งออก เพราะหอยหวานจากการเพาะเลี้ยงอายุประมาณ 6 เดือนได้ขนาดตามที่ตลาดมีความนิยมคืออยู่ประมาณ 150 ตัว/กก. การส่งออกไปยังตลาดหลักฯอย่างเช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ฯลฯ ส่วนใหญ่ประมาณ 80% จะเป็นการส่งหอยหวานสดที่ยังตัวเป็นๆซึ่งจะมีข้อจำกัดเยอะและค่อนข้างมีความยุ่งยาก ดังนั้นการนำมาแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มนอกจากเป็นอีกทางเลือกในการทำตลาดแล้ว ขณะเดียวกันยังมีการพัฒนา อาทิ รสชาติ หรือ ลักษณะของความเป็นผลิตภัณฑ์ ทั้งนี้เพื่อที่จะเอาใจตลาดหรือให้ใกล้เคียงกับความต้องการของผู้บริโภคมากที่สุดด้วย</font><font color="#000000"><br /><br /><strong><font color="#cc0066">วิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกับตัวจริงด้านอุตสาหกรรมอาหารกระป๋อง<br /></font></strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;อ.ธีรศักดิ์ เล่าต่ออีกว่า หลังจากได้แนวคิดในการพัฒนามาจากหอยหวานในน้ำซอสบรรจุกระป๋องที่มีวางจำหน่ายอยู่ในตลาดญี่ปุ่นและจีน สำหรับงานวิจัยในขั้นตอนของการผลิตเพื่อให้ออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ได้ร่วมกับเอกชนคือ &ldquo;บริษัทกว้างไพศาลฯ&rdquo; หรือที่รู้จักกันในนามของผลิตภัณฑ์ &ldquo;ปลากระป๋องตราปุ้มปุ้ย&rdquo; ร่วมผลิต ร่วมทดสอบตลาดในเรื่องของรสชาติ และออกแบบกระป๋องสำหรับการบรรจุภัณฑ์ให้ด้วย ซึ่งสูตรที่ร่วมผลิตและพัฒนาคุณภาพร่วมกันคือ &ldquo;หอยหวานในน้ำซอสปรุงรส&rdquo; งานวิจัยแล้วเสร็จลงเมื่อปี 2550 ที่ผ่านมา ส่วนอีกสูตรคือ&ldquo;หอยหวานในน้ำซีอิ๊วญี่ปุ่น&rdquo; เป็นการพัฒนาเพิ่มเติมสูตรขึ้นมาใหม่จากเดิมในตลาดยังไม่เคยมีสูตรนี้ โดยทางคณะฯเป็นผู้ดำเนินการผลิตเองภายใต้ทุนสนับสนุนการวิจัยจาก วช.ก็สามารถสรุปผลได้ในปีเดียวกัน ด้านการตอบรับในเรื่องของ</font></font></div></font></font></div></td></tr></table><!--pagebreak--><table border="0"><tr><td><div align="justify"><font face="arial,helvetica,sans-serif"><font size="2">รสชาตินั้นเคยมีการนำไปออกงานยังต่างประเทศเพื่อเปิดให้ทดลองชิม ซึ่งปรากฏว่าได้รับการตอบรับจากตลาด เช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลี และโอมาน อยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างดีทำให้สามารถเชื่อมั่นได้ว่าหอยหวานไทยน่าจะมีโอกาสทางการตลาดในส่วนนี้อยู่สูง เพราะจะเห็นได้จากปริมาณความต้องการบริโภคหอยหวานของตลาดหลักๆยังมีอยู่ต่อเนื่อง และสิ่งที่จะต้องนำมาเป็นโจทย์สำหรับการพัฒนาปรับปรุงผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมต่อไปในอนาคตจากที่ได้มีโอกาสไปพบปะกับตลาดมา ก็อย่างเช่น ตลาดญี่ปุ่นที่ต้องการให้เพิ่มสูตรที่มี &ldquo;วาซาบิ&rdquo; เข้าไปเป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ด้วย ตลาดเกาหลีอยากให้ปรับเปลี่ยนเป็นในรูปของหอยแกะเปลือกแทน(จากเดิมที่ใส่รวมกันไปหมดทั้งเปลือกด้วย)&nbsp; หรืออย่างตลาดโอมานซึ่งก็ตอบรับเป็นอย่างดีแล้วสำหรับผลิตภัณฑ์นี้ เป็นต้น<br /><table align="left" border="0"><tr><td><img title="nakaintermedia" height="200" alt="nakaintermedia" src="modules/My_Uploads/user_folders/v87/c04v87x02.jpg" width="260" border="0" /></td></tr></table><br /><font color="#cc0066"><strong><font color="#000000">&nbsp;</font>ความสำเร็จที่เกิดขึ้น ณ วันนี้</strong></font><br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ปัจจุบันได้มีผู้ที่สนใจต้องการจะลงทุนเกี่ยวกับการแปรรูปหอยหวานกระป๋องโดยติดต่อเข้ามาที่คณะฯแล้วประมาณ 3-4 รายซึ่งหัวหน้าโครงการวิจัยบอกว่าถือเป็นการตอบรับค่อนข้างสูงและทำให้เกิดดีมานด์หรือความต้องการของผู้ซื้อที่สามารถเห็นได้อย่างชัดเจน แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อนำไปสู่การผลิตในระดับอุตสาหกรรมการพัฒนาในส่วนของการเพาะเลี้ยงหอยหวานที่น่าจะตามมาก็คือ &ldquo;ระบบคอนแทร็คฟาร์ม&rdquo; เพื่อความสบายใจและความสามารถในการเลี้ยงของผู้เพาะเลี้ยงที่สามารถจะประมาณการได้ล่วงหน้าให้ตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม และส่วนของผู้ลงทุนในธุรกิจการแปรรูปก็จะได้รู้ถึงปริมาณวัตถุดิบที่ชัดเจนด้วยเพื่อสามารถผลิตได้อย่างยั่งยืน เพราะจากต้นแบบการผลิตที่ทีมวิจัยได้พัฒนาขึ้นอยู่ที่ประมาณ 1 ตัน แต่ในขณะที่ระดับอุตสาหกรรมต้องการผลผลิตหอยหวาน 2 ตัน/เดือนสำหรับการแปรรูป นอกจากนี้สำหรับการต่อยอดในอนาคตที่คณะผู้วิจัยได้มองไว้เพื่อจะเตรียมพัฒนาต่อไปนั้น เนื่องจากว่ากำลังอยู่ในช่วงของการพัฒนาตลาดสำหรับหอยหวานไทยซึ่งแต่เดิมก็คือจะมีเพียงแค่การส่งออกในรูปของ &ldquo;ตัวเป็น&rdquo; และแบบ &ldquo;ฟรีซเย็น&rdquo; กันเป็นหลัก ขณะที่ต่อไปผลิตภัณฑ์โดยนอกเหนือจากหอยหวานกระป๋องในรสชาติต่างๆแล้ว ที่อาจจะทำเพิ่มขึ้นก็อย่างเช่น การแปรรูปในลักษณะทำแห้ง (และคืนตัวได้) เพื่อใช้กับอุตสาหกรรมบะหมี่ หรือแม้แต่การทำเป็นผงเพื่อใช้ในลักษณะของซุปก้อนซึ่งเป็นไอเดียจากตลาดญี่ปุ่นที่ทีมงานวิจัยได้มีโอกาสไปเรียนรู้และศึกษาพฤติกรรมตลอดจนความนิยมในการบริโภคหอยหวานของคนญี่ปุ่นมา เหล่านี้ก็เชื่อว่าหากสามารถพัฒนาเพื่อให้เกิดเป็นอุตสาหกรรมขึ้นในประเทศไทยได้น่าจะช่วยเพิ่มสัดส่วนของการส่งออกหอยหวานจากการเพาะเลี้ยงได้อีกประมาณ 20%จากเดิมที่มีอยู่ และส่วนผู้บริโภคคนไทยหรือตลาดหอยหวานภายในประเทศนั้น ผู้วิจัยคาดหวังไว้ที่ &ldquo;หอยหวานสด&rdquo; ที่ยังไม่มีการแปรรูปซึ่งจะมีราคาในการจำหน่ายที่ต่ำกว่า (ประมาณ 300-350 บาท/กก.) เพราะเมื่อเปรียบเทียบกับที่แปรรูปแล้วอย่างเช่น หอยหวานกระป๋อง ปริมาณและน้ำหนักของหอยหวานที่ได้ 300 กรัม/กระป๋อง ขณะที่ราคาจำหน่ายจะอยู่ประมาณกระป๋องละ 250 บาท การเลือกบริโภคหอยหวานสดจะได้รสชาติที่ดีกว่าและก็ราคาไม่แพง ที่สำคัญก็อยากจะให้แยกแยะกันออกด้วยว่าอันไหนคือหอยหวานและอันไหนเป็นหอยหมาก ซึ่งถ้าเอามาเทียบกันดูจริงๆแล้วจะพบว่ามันมีความต่างกันอยู่ และเมื่อสามารถเลือกได้อย่างถูกต้องแล้วหลังจากที่ชิมดูรสชาติก็จะรู้ว่าเหตุผลที่ราคามันต่างกันและก็การที่หอยหวานนั้นได้ชื่อว่าค่อนข้างมีราคาแพง มันเป็นอย่างไร<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <font color="#cc0000">สนใจเทคโนโลยีการแปรรูปหอยหวานกระป๋อง หรือต้องการขอรับความช่วยเหลือเกี่ยวกับการเพิ่มทางเลือกในการทำตลาดสำหรับการผลิตทางการเกษตร สามารถติดต่อไปได้ที่คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี โทร. 077-355453 ในวันและเวลาราชการ หรือติดต่อโดยตรงได้ที่ อ.ธีรศักดิ์ ปั้นวิชัย โทร.086-6743877 อาจารย์บอกว่าทางมหาวิทยาลัยยินดีให้ความช่วยเหลือแก่เกษตรกรอย่างเต็มที่</font></font></font></div></td></tr></table></description>
</item>

<item>
<title>น้ำดอกดาหลา   V.87</title>
<link>http://www.nakaintermedia.com/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=36</link>
<description><table border="0"><tr><td><div align="center"><font face="arial,helvetica,sans-serif" size="3"><font color="#0000ff">&nbsp;<font color="#0000ff"><font color="#cc0066"><strong>&ldquo;น้ำดอกดาหลา&rdquo;<br />&nbsp;เครื่องดื่มสมุนไพรเพื่อสุขภาพอีกของดีจากตลาดน้ำอัมพวา</strong></font><br /></font><br /></font><font color="#660000"><table align="left" border="0"><tr><td><img title="nakaintermedia" height="200" alt="nakaintermedia" src="modules/My_Uploads/user_folders/v87/c03v87x01.jpg" width="173" border="0" /></td></tr></table><div align="justify"><font face="arial,helvetica,sans-serif" size="2">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<font color="#000000"><font color="#660000"><font color="#000000">เมื่อพูดถึงเครื่องดื่มเราจะคุ้นเคยกับที่มีส่วนผสมเป็นพวกผลไม้หรือผักเป็นส่วนใหญ่ ในขณะเมื่อบอกว่าเป็น &ldquo;เครื่องดื่มจากน้ำดอกไม้&rdquo; โดยเฉพาะสารพัดชนิดที่เราไม่เคยคิดว่ามันจะสามารถนำมาทำได้ ผู้เขียนเดาเอาว่าคงมีหลายคนที่มีความคิดตรงกันคือ แล้วเรื่องของรสชาติมันจะเป็นอย่างไร? ล่าสุดกับคำถามและต้องการจะรู้คำตอบมีโอกาสไปเที่ยวชมการนำเสนอผลงานวิจัยแห่งชาติ 2551 (Thailand Research Expo 2008) ครั้งที่ 3 จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ระหว่างวันที่ 12-16 กันยายน ที่ผ่านมา ณ ศูนย์ประชุมบางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ ราชประสงค์ กรุงเทพมหานคร หนึ่งในหลายๆงานวิจัยที่มาร่วมจัดแสดงในงานดังกล่าวมีการนำเสนอผลงานภายใต้หัวข้อ &ldquo;การพัฒนาผู้ประกอบการตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง&rdquo; และมีเครื่องดื่มจากน้ำดอกไม้ผลงานความสำเร็จจากงานวิจัยซึ่งหนึ่งในนั้นมี &ldquo;น้ำดอกดาหลา&rdquo; ดูออกจะเป็นไฮไลท์และสร้างความสนใจให้เข้าไปลองชิมรสชาติดู ที่ทำให้ได้พบคำตอบที่อยากรู้ด้วย<br /></font><br /><strong>เครื่องดื่มจากดอกไม้ &ldquo;น้ำดอกดาหลา&rdquo; ตราสำเนียง</strong><br /></font>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong>คุณสำเนียง ดีสวาสดิ์</strong> ผู้ประกอบการ จากตลาดน้ำอัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม และเป็นเจ้าของเครื่องดื่มจากน้ำดอกไม้<strong> &ldquo;ตราสำเนียง&rdquo;</strong> ที่นำมาจัดแสดงภายในงานมีอยู่ด้วยกัน 5 ชนิดคือ น้ำดอกบัว น้ำดอกอัญชัน น้ำดอกกุหลาบ น้ำดอกเข็ม และ น้ำดอกดาหลา (ที่ผู้เขียนและหลายคนให้ความสนใจกันพิเศษ) ซึ่งได้เล่าถึงที่มาให้ฟังว่า เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการต่อยอดมาจากงานวิจัยเรื่อง &ldquo;การพัฒนาเครื่องดื่มสมุนไพรที่ผลิตจากดอกไม้ท้องถิ่น อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม ที่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระเพื่อการผลิตเชิงพาณิชย์&rdquo; โดย อาจารย์อาภา วรรณฉวี จากมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา และคณะ ที่นำมาถ่ายทอดให้และเป็นพี่เลี้ยงคอยดูแลเกี่ยวกับวิชาการที่เกี่ยวข้องให้ด้วย ในจำนวนน้ำดอกไม้ทั้งหมด 5 ชนิดที่นำมาร่วมงานครั้งนี้ มี 3 ชนิดที่มีการทำตลาดอยู่ในปัจจุบัน คือ น้ำดอกอัญชัน น้ำดอกกุหลาบ และ น้ำดอกดาหลา ส่วนอีก 2 ชนิด (น้ำดอกบัว และ น้ำดอกเข็ม) กำลังอยู่ในช่วงของการศึกษาเรื่องรสชาติจากทีมวิจัยว่าจะให้ออกมาเป็นแบบไหนอยู่ แต่จากทั้งหมดสีของดอกไม้ทั้ง 5 ชนิดที่มีการวิจัย คุณสมบัติก็คือจะต้านอนุมูลอิสระ ต้านมะเร็ง โรคหัวใจ โรคพาคินสัน และ อัลไซเมอร์ โดยเฉพาะในส่วนของ &ldquo;น้ำดอกดาหลา&rdquo; ที่ขณะนี้จะได้รับความสนใจเป็นพิเศษไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของความแปลกใหม่และรสชาติที่ออกไปทางแนวของเครื่องดื่มชนิดที่เรียกกันว่า &ldquo;พั้นช์&rdquo; โดยมีส่วนผสมที่คล้ายกับแอลกอฮอล์ (แต่ยืนยันว่าไม่ใช่แอลกอฮอล์) เข้ามาเป็นส่วนประกอบด้วย จะรสชาติจัดจ้านไปกว่าตัวอื่นๆอยู่สักหน่อยคือปกติจะออกหวานหอมน้อยๆแต่ตัวนี้จะมีทั้งเปรี้ยวและหวาน (เพื่อตัดความเผ็ดจากดอกดาหลา) แต่ด้วยผลการวิจัยที่สามารถเชื่อถือได้รับรองว่าเป็นเครื่องดื่มสมุนไพรเพื่อสุขภาพและมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภคอย่างแน่นอน&nbsp;</font><font color="#000000"><br /><br /><strong><font color="#cc0066">กว่าจะมาเป็นน้ำดอกดาหลาและส่วนประกอบที่สำคัญ<br /></font></strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <font color="#660000"><font color="#000000">ความสนใจใคร่รู้เกี่ยวกับน้ำดอกดาหลายังไม่จบลงง่ายๆ คุณสำเนียงเล่าให้ฟังต่ออีกว่า แต่เดิม &ldquo;ดาหลา&rdquo; เป็นไม้ดอกไร้ค่าในร่องสวนของชาวอัมพวาที่เพียงปลูกไว้เพื่อกันตลิ่งพังและช่วยบังแดดให้กับพรรณไม้เศรษฐกิจอื่นๆเท่านั้น กระทั่งตอนหลังมีตลาดน้ำอัมพวาตลาดน้ำยามเย็น (ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง) ของจังหวัดสมุทรสงครามเกิดขึ้นมาก็ทำให้ดอกดาหลามีการตัดเอาไปขายให้กับนักท่องเที่ยวและเริ่มมีราคาค่างวดในฐานะ &ldquo;ไม้ตัดดอกเศรษฐกิจ&rdquo; อีกชนิดหนึ่งที่มีอยู่ในท้องถิ่น สนนราคาก็ค่อยๆมีการปรับขึ้นตามจากเพียงแค่ดอกละประมาณ 3 บาทในแรกๆ ถึงตอนนี้พุ่งขึ้นมาเป็นดอกละ 10 บาทเข้าไปแล้ว แต่ทั้งนี้เป็นเพราะผลพวงจากการขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจดังกล่าวด้วย และก็จากการที่เราซึ่งต้องการจะนำมาทำเป็นเครื่องดื่มจากน้ำดอกไม้ ที่จำเป็นต้องใช้ จึงทำให้ดอกดาหลามีราคาแพงขึ้น<br /></font></font></font></font></div></font></font></div></td></tr></table><!--pagebreak--><br /><table border="0"><tr><td><div align="center"><font face="arial,helvetica,sans-serif" size="3"><font color="#660000"><div align="justify"><font face="arial,helvetica,sans-serif" size="2"><font color="#000000"><font color="#660000"><font color="#000000">ในปัจจุบัน โดยในการนำมาใช้นั้นก็คือจะเป็น &ldquo;ดอกสด&rdquo; ที่นำมาคั้นเอาน้ำ จะได้สีออกเป็น &ldquo;สีแดง&rdquo; หรือบางครั้งก็เป็น &ldquo;สีชมพูอ่อน&rdquo; ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละช่วงฤดู เช่น ฤดูฝนดอกจะแดง น้ำคั้นออกมาก็จะมีสีแดงตามสีดอก แต่ถ้าอย่างช่วงเดือนเมษา-พฤษภา ดอกดาหลาจะเป็นสีชมพูอ่อน น้ำคั้นก็จะมีสีชมพูอ่อนตาม ก็คือจะเปลี่ยนไปตามแต่ละฤดูกาลด้วยสำหรับสีของน้ำคั้นจากดอกดาหลาที่ได้ ในขณะที่ส่วนผสมอื่นๆก็จะมี ลูกตะลิงปลิง (ผ่านการหมักบ่มไว้ประมาณ 1 เดือนซึ่งจะนำมาใช้เพื่อแทนแอลกอฮอล์โดยเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านของคนโบราณในการถนอมอาหาร<br />ใช้ลูกตะลิงปลิงเพื่อช่วยยืดอายุของไม่ให้เน่าเสียง่าย) มีน้ำตาล และก็เกลืออีกนิดหน่อย ส่วนผสมหลักๆของน้ำดอกดาหลาก็จะมีอยู่เพียงแค่นี้ซึ่งสามารถทำได้ง่ายๆแต่ให้คุณประโยชน์อย่างมากมายโดยเฉพาะต่อร่างกายและก็สุขภาพ ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือกระบวนการผลิตทุกขั้นตอนจะต้องสะอาด เพราะดาหลาจะค่อนข้างเป็นดอกไม้ที่จัดว่ามีความปลอดสารพิษอยู่แล้ว การปลูกจะไม่ค่อยมีการใช้สารเคมีกัน ซึ่งนอกจากส่วนผสมที่กล่าวมาแล้วและประกอบกับกระบวนการผลิตที่สะอาดและการปลอดสารพิษของดอกดาหลา จึงเหมาะอย่างยิ่งที่จะเป็นเครื่องดื่มสำหรับคนรักสุขภาพอีกชนิดหนึ่งที่อยากเชิญชวนให้มาลองดื่มกัน<br /></font><br /><strong><font color="#cc0066">&nbsp; <table align="right" border="0"><tr><td><font color="#000000"><img title="nakaintermedia" height="200" alt="nakaintermedia" src="modules/My_Uploads/user_folders/v87/c03v87x03.jpg" width="260" border="0" /></font></td></tr></table>การวางจำหน่ายในปัจจุบัน</font></strong><br /></font></font>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<font color="#000000">จากอายุในการเก็บประมาณ 7 -10 วันเมื่อแช่ไว้ในตู้เย็นโดยคุณสำเนียงทดลองมาแล้วว่าไม่ทำให้เสียรสชาติจากตอนทำใหม่ๆ แต่ประการใด ทุกวันนี้เปิดร้านจำหน่ายเป็นเครื่องดื่มจากน้ำดอกไม้ของแท้และเจ้าเดียวอยู่ที่ตลาดน้ำอัมพวา (ฝั่งวัดอัมพวัน) ผ่านไป-มาจะเห็นซุ้มดอกดาหลาซุ้มใหญ่ๆอยู่หน้าร้านมองเห็นได้ชัดเจน ในหนึ่งสัปดาห์จะผลิตและเปิดจำหน่ายอยู่ประมาณ 3 วันคือช่วงวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ตามความสะดวกในการไปเที่ยวตลาดน้ำฯของนักท่องเที่ยว ขณะที่ปริมาณการผลิตนั้นทั้ง 3 ชนิดรวมกันก็จะอยู่ประมาณ 1,500 ขวด/สัปดาห์ เพราะเพิ่งอยู่ในช่วงเริ่มต้น และว่าหากมีลูกค้าต้องการจะสั่งซื้อก็สามารถเพิ่มการผลิตให้มากไปกว่านี้อีกได้ อย่างไรก็ตามกับผลที่ได้ตามมาอีกอย่างหนึ่งจากงานวิจัยนี้ก็คือทำให้เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียนขึ้นในชุมชน ยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดอย่างเช่น ดาหลา และลูกตะลิงปลิง ซึ่งนำมาเป็นส่วนผสมในเครื่องดื่มจากน้ำดอกไม้ที่แต่ก่อนไม่ค่อยจะมีราคาหรือถูกโยนทิ้งๆขว้างๆไม่มีใครสนใจจะนำไปใช้ประโยชน์ โดยเฉพาะลูกตะลิงปลิง แต่เดี๋ยวนี้ก็ถูกนำมาขายได้ราคาตั้งกิโลละ 10 บาทซึ่งก็นับเป็นการสร้างอาชีพสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนอีกทางหนึ่งด้วยเหมือนกัน<br /></font>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <font color="#000000">เป็นการให้ข้อมูลและแสดงความคิดเห็นในฐานะผู้ใช้ประโยชน์จากงานวิจัยและเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมคือสามารถสัมผัสได้และเป็นจริงในแง่ของการประกอบอาชีพโดยผ่านการถ่ายทอดของ คุณสำเนียง ดีสวาสดิ์ ผู้ประกอบการและเจ้าของเครื่องดื่มจากดอกไม้ตราสำเนียงจากตลาดน้ำอัมพวา และที่สำคัญคือได้ทำให้ผู้เขียนถึงบางอ้อสำหรับคำถามที่อยากรู้คำตอบตั้งแต่แรกด้วยภายหลังจากที่ได้ทดลองชิมพั้นช์จากดอกดาหลาไป 1 แก้วโดยการเชิญชวนและเสิร์ฟส่งให้เพื่อได้รู้จักกับอีกของดีน้องใหม่จากตลาดน้ำอัมพวา<br />&nbsp;สำหรับท่านใดที่สนใจเครื่องดื่มจากน้ำดอกไม้ ตราสำเนียง ทั้งน้ำดอกดาหลาและก็อื่นๆ ถ้ามีโอกาสเดินทางไปเที่ยวตลาดน้ำอัมพวาก็ลองแวะไปชิมที่ร้านดูได้ซึ่งหาไม่ยากดังที่บอกไปแล้ว หรือหากไม่มีเวลาอยากจะสั่งซื้อเพื่อไปชิมดูที่บ้านหรือแม้แต่ต้องการจะลองสั่งเพื่อนำไปจำหน่ายต่อ สามารถติดต่อไปได้ที่เบอร์โทร. 081-6404367 ไทยช่วยไทยแล้วเงินทองจะได้ไม่รั่วไหลออกไปนอกประเทศ และแถมยังได้สุขภาพดีจากการดื่มเครื่องดื่มจาก &ldquo;ดอกไม้&rdquo; ของใกล้ๆตัวที่สามารถหาได้ง่ายๆด้วยขอบอก <br /></font></font></div></font></font></div></td></tr></table></description>
</item>

<item>
<title>พลังงานทดแทน  V.87</title>
<link>http://www.nakaintermedia.com/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=35</link>
<description><div align="right"><font face="arial,helvetica,sans-serif" size="1"><strong>พลังงานทดแทน</strong><br /><strong>ข้อมูลจาก :</strong> สถาบันค้นคว้าและพัฒนาระบบนิเวศเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตผลทางการเกษตร และอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์</font></div></description>
</item>

<item>
<title>ผักปลอดสารพิษ...ลุงไกร  V.87</title>
<link>http://www.nakaintermedia.com/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=34</link>
<description><table border="0"><tr><td><div align="center"><font face="arial,helvetica,sans-serif" size="3"><font color="#0000ff">&nbsp;<strong><font color="#0000ff">ผักปลอดสารพิษ...ลุงไกร<br />ที่สุดของคนปลูกผัก เลือกตลาดส่งได้เอง</font></strong><br /><br /></font><font color="#660000"><table align="left" border="0"><tr><td><img title="nakaintermedia" alt="nakaintermedia" src="modules/My_Uploads/user_folders/v87/c01v87x01.jpg" border="0" /></td></tr></table><div align="justify"><font face="arial,helvetica,sans-serif" size="2">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<font color="#000000"><font color="#660000">&ldquo;17 ปี ไม่เคยมีวันหยุด ลุงไกร ชมน้อย ผู้บุกเบิกการปลูกผักเมืองหนาวใน อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา ยึดหลัก &ldquo;สุขภาพของท่านคือหน้าที่ของเรา&rdquo; พัฒนาอาชีพคนปลูกผักจนตลาดต้องเดินเข้าหา ปัจจุบันป้อนผลผลิตเข้าแบรนเนอร์กรุ๊ป&rdquo;<br /></font>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กว่าครึ่งประเทศของไทยเป็นพื้นที่เกษตรกรรม ซึ่งเป็นผืนดินที่ผลิตอาหารหล่อเลี้ยงประชากรทั้งประเทศและทั่วโลก ดังนั้นเรื่องฝีไม้ลายมือในการผลิตพืชอาหารเกษตรกรไทยย่อมเก่งไม่แพ้ใครในโลก แต่โดยพื้นฐานความจริงแล้วแม้เกษตรกรจะมีศักยภาพในการผลิตสักเพียงใด สุดท้ายก็มักจะมาตกม้าตายเรื่องตลาดจำหน่าย ซึ่งส่วนใหญ่มักจะกลายเป็นผู้ถูกเลือกจากตลาด โดยไม่มีสิทธิ์ในการกำหนดราคาและเลือกตลาดได้เอง<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยที่เกษตรกรไม่มีทางเลือกใดได้เลย แต่สำหรับบ้านเลขที่ 111 ม.2 บ้านสุขสมบูรณ์ ต.ไทยสามัคคี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา คือแหล่งผลิตผักเมืองหนาวปลอดสารพิษที่ตลาดต้องเดินเข้าหา โดยมี คุณไกร ชมน้อย หรือที่รู้จักกันในชื่อ &ldquo;ลุงไกร&rdquo; เป็นผู้บุกเบิกและพัฒนาอาชีพการปลูกผักจนประสบความสำเร็จ และเป็นแบบอย่างของเพื่อนบ้านรอบข้าง&nbsp;<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ลุงไกรเล่าว่า ชีวิตเดิมๆ ของผมนั้นอยู่ที่กรุงเทพฯ ซึ่งการดำเนินชีวิตก็เหมือนกับคนทั่วๆ ไป คือเป็นมนุษย์เงินเดือน แต่ด้วยเหตุที่ผมเองก็เป็นคนช่างฝันคนหนึ่ง และเชื่อว่าอีกหลายๆ คนก็ย่อมมีความฝันเช่นกัน แต่จะต่างตรงที่ว่าคุณกล้าที่จะทำความฝันนั้นให้กลายเป็นจริงหรือไม่ สำหรับผมเลือกที่จะละทิ้งชีวิตในเมืองหลวงและมาเริ่มต้นใหม่อยู่ที่ อ.วังน้ำเขียว<br /></font>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<font color="#000000"><font color="#000000">การใช้ชีวิตปั้นปลายอยู่กับธรรมชาติ อยู่กับอาชีพทางการเกษตร คือสิ่งที่ผมวาดฝันไว้ โดยจุดเริ่มต้นชีวิตใหม่กับการปลูกผักเมืองหนาวแบบปลอดสารพิษ กลับเป็นเรื่องแปลกสำหรับชาวบ้านรอบข้างและถูกมองว่า &ldquo;บ้า&rdquo; แต่ด้วยความเชื่อมั่นและแรงมุมานะของตนเองและครอบครัว ส่งผลให้ผักเมืองหนาวปลอดสารพิษเหล่านี้ได้ส่งตรงสู่เลม่อนฟาร์มและการบินไทย ซึ่งถือเป็นความสำเร็จก้าวแรกที่ผมภาคภูมิใจ</font></font><br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <font color="#000000">และถือเป็นความโชคดี ที่ครั้งหนึ่งผมได้มีโอกาสไปทำงานด้านช่างในต่างประเทศ และได้พบเห็นวิทยาการทางเกษตรในที่ต่างๆ มากมาย จึงได้นำความรู้และประสบการณ์เหล่านั้นกลับมาพัฒนาอาชีพของตนเอง ซึ่งตลอดระยะเวลา 17 ปีที่ผ่าน ผมไม่เคยหยุดพักจากการทำแปลงสักวันเดียว พร้อมกับยังคงมุ่งมั่นที่จะนำพันธุ์พืชผักใหม่ๆ มาปลูกอยู่เรื่อยๆ โดยในปัจจุบันผมเลือกปลูกผักกาดแก้ว, ครอส, เรด โอ๊ก, กรีน โอ๊ก, บัตเตอร์เฮด และสลัดใบแดง เป็นหลัก นอกจากนี้ก็ได้ทดลองนำหัวบีทรูท, มะเขือเทศราชินี, มะเขือเทศเนื้อ แล้วก็ข้าวโพดสองสี มาปลูกเสริมเข้าไปด้วย<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ลุงไกรยังบอกอีกว่า หน้าที่ของเกษตรกรคือการผลิตอาหารเลี้ยงประชากรทั่วโลก ซึ่งอาหารที่ดีก็ควรมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค ทั้งนี้ผมก็ได้ยึดคติประจำใจที่ว่า &ldquo;สุขภาพของท่านคือหน้าที่ของเรา&rdquo; เป็นแนวทางปฏิบัติเรื่อยมา นอกจากนี้ยังเน้นเรื่องของ &ldquo;คุณภาพ&rdquo; โดยปัจจัยสำคัญในการผลิตพืชผักให้มีคุณภาพ ประกอบด้วย ประการแรกเรื่องของดิน โดยจะต้องปรับปรุงและเพิ่มความสมบูรณ์ของดินให้ดีมากกว่า 50 % ของการปลูก &ldquo;ดินดี&rdquo; หมายถึงดินที่มีอินทรียวัตถุ โดยมีการใส่ขี้นานาชนิดลงไปบำรุงดิน (ยกเว้นขี้เกียจขี้คร้าน) เพราะรากผักจะหากินอยู่ที่ความลึกประมาณ&nbsp; 10 เซนติเมตร เราจึงแต่งหน้าดินด้วยอินทรียวัตถุ พร้อมกับใส่ปุ๋ยหมักลงไป แล้วคลุมเคล้าให้เข้ากับดิน จากนั้นนำฟางมาคลุมและรดน้ำจุลินทรีย์ลงไปให้ทั่วแปลง ทิ้งไว้ประมาณ 7 วัน เพื่อให้เชื้อเดิน ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ ทุกๆ ฤดูกาลปลูก ก็จะส่งผลให้ดินดี มีความสมบูรณ์ พืชผักเจริญเติบโตดี มีภูมิต้านทาน ไม่เป็นโรคง่าย<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>&nbsp; <font color="#0000ff">ประการที่ 2</font></strong> คือเรื่องของเมล็ดพันธุ์ ซึ่งจะต้องพิจารณาถึงสภาพดินและภูมิอากาศของแต่ละพื้นที่ จากนั้นก็เลือกเมล็ดพันธุ์ให้มีความเหมาะสม สามารถเจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่นั้นๆ ยกตัวอย่างเช่น สลัดแก้ว หากเป็นช่วงนอกฤดูกาล (ไม่ใช่หน้าหนาว) ก็ไม่สามารถนำพันธุ์ที่ปลูกทางเหนือซึ่งมีความสูงจากระดับน้ำทะเล 1,500 เมตร มาปลูกได้ (วังน้ำเขียวมีความสูงจากระดับน้ำทะเล 500-600 เมตร) ผมก็ต้องเลือกพันธุ์ที่มีใบบางและห่อตัวได้เร็ว มีอายุการเก็บเกี่ยวสั้น เป็นต้น แนะนำว่าควรมีการศึกษาข้อมูลของเมล็ดพันธุ์ให้ละเอียดก่อนตัดสินใจลงปลูก<br /></font></font></div></font></font></div></td></tr></table><!--pagebreak--><table border="0"><tr><td><div align="justify"><font face="arial,helvetica,sans-serif"><font size="2"><table align="left" border="0"><tr><td><font color="#000000"><img title="nakaintermedia" alt="nakaintermedia" src="modules/My_Uploads/user_folders/v87/c01v87x02.jpg" border="0" /></font></td></tr></table>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong><font color="#0000ff">ประการที่ 3</font></strong> คือเรื่องระบบการจัดการและการบริหาร เกษตรกรหลายๆ คนคิดว่าการปลูกผักต้องใช้ระบบสปริงเกลอร์หรือน้ำหยดจึงจะได้ผลผลิตดี มีคุณภาพ แต่นั่นเป็นความคิดที่ผิดและถือเป็นการเพิ่มต้นทุนในการผลิตโดยใช่เหตุ วิธีการง่ายๆ แบบชาวบ้านๆ โดยใช้สายยางลากเดินนั้นถือเป็นวิธีการที่ดีที่สุดและเหมาะสมต่อการปลูกผัก เนื่องจากผักแต่ละชนิดมีปริมาณความต้องการน้ำไม่เท่ากัน ซึ่งผมเองก็เคยทดลองใช้วิธีการให้น้ำแบบต่างๆ มาหมดแล้ว และคิดว่าวิธีที่ดีที่สุดก็คือ การใช้น้ำแบบใช้แรงงานคนนั่นเอง เดินรดน้ำไปก็สังเกตผักไปด้วย นอกจากนี้แรงดันของน้ำที่ออกจากสายยางยังสามารถช่วยล้างไข่และฆ่าตัวอ่อนของหนอนได้อีกด้วย<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สำหรับการวางแผนการผลิตก็มีความสำคัญเช่นกัน ซึ่งเกษตรกรผู้เพาะปลูกจะต้องรู้ว่าผักชนิดนั้นๆ ที่ทำการปลูกมีอัตราความงอกต่อน้ำหนัก ต่อฤดูกาลเท่าไหร่ และจะต้องวางแผนการปลูกอย่างไรจึงจะให้มีผลผลิตที่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด <br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; และประการสุดท้าย ก็คือศักยภาพในการผลิต มีกำลังการผลิตได้เท่าไหร่ก็เอาเท่านั้น อย่าทำเกินกำลังเพราะจะทำให้ผลผลิตที่ออกมาไม่มีคุณภาพ หากอยากได้ผลผลิตมากๆ ก็ให้รวมตัวกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน แล้วช่วยกันวางแผนและมุ่งมั่นพัฒนาศักยภาพในการผลิตให้มีคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาด เพียงเท่านี้ตลาดก็จะเป็นผู้เดินมาหาเราเอง<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; อีกแนวคิดหนึ่งที่ผมอยากจะแนะนำคือ การพัฒนาอาชีพ ซึ่งแน่นอนว่าเกษตรกรที่ปลูกผักชนิดนั้นๆ มาเป็นระยะเวลานานย่อมมีความคุ้นเคยและชำนาญไม่แพ้ใคร แต่ถามว่าหากคุณปลูกหัวไชเท้าเก่งแล้วทำไมจึงไม่หันมาปลูกแครอทดูบ้าง ซึ่งมีราคาจำหน่ายสูงกว่า หากคุณปลูกมะเขือเทศสีดาเป็นแล้วทำไมไม่หันมาปลูกมะเขือเทศราชินี หากคุณปลูกข้าวโพดซุปเปอร์สวีทเป็น ทำไมไม่หันมาปลูกข้าวโพดหวานสองสี ซึ่งมีราคาจำหน่ายฝักละ 15 บาท และหากคุณปลูกผักกาดหอมเป็นแล้วทำไมไม่เลือกปลูกสลัดใบแดงแทน ต่อให้คุณปลูกผักกาดหอมสักกี่สิบปีก็จำหน่ายได้ไม่เกินกิโลกรัมละ 25 บาท แต่สำหรับสลัดใบแดงนั้นจำหน่ายหน้าฟาร์มกิโลกรัมละ 50 บาท ส่งกิโลกรัมละ 80 บาท นี่คือการพัฒนาอาชีพและความสามารถของเกษตรกรให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นอกเหนือจากการดูแลเอาใจใส่แปลงผักอย่างใกล้ชิดแล้ว สิ่งที่ช่วยให้พืชผักของลุงไกรเจริญเติบโตดีและงอกงามอย่างที่เห็น คงเป็นเพราะเสียงเพลงที่ลุงไกรขับร้องให้ฟังเกือบทุกๆ วัน มีทั้งเพลงไทยสากลและเพลงสากล อย่าว่าแต่ผักเลยขนาดตัวผู้เขียนเองก็ยังเพลิดเพลินไปกับเสียงเพลงด้วยเลย <br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สำหรับตลาดจำหน่ายผลผลิตในปัจจุบัน ลุงไกรบอกว่า ส่วนใหญ่จะส่งผลผลิตให้กับพวกแบรนเนอร์กรุ๊ป คือ ซิสเลอร์ พิซซ่า และเชสเตอร์กิล และอีกส่วนหนึ่งจะวางจำหน่ายหน้าไร่ เนื่องจากที่แห่งนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร เกือบทุกๆ วันจะมีนักท่องเที่ยวแวะเวียนมาเที่ยวชมไร่ รวมถึงกลุ่มที่มาดูงานด้วย <br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ทั้งหมดนี้คือ &ldquo;ปัญญา&rdquo; ถามว่าทำไมต้องปัญญา เพราะว่าผมเป็นเกษตรกรที่สามารถเลือกตลาดจำหน่ายได้ โดยผมจะไม่ยอมให้ตลาดมาเป็นฝ่ายเลือกเราเอง นอกจากนี้ผมยังได้ความสุขทางใจที่ไม่สามารถตีค่าเป็นเงินตราได้ ผมกล้าพูดได้เต็มปากเต็มคำเลยว่า ใครที่มีเงินสักพันล้านหรือหมื่นล้าน ก็ไม่สู้เท่าที่ผมมีอยู่ทุกวันนี้ได้ นั่นคือ &ldquo;ใจคน&rdquo; ใจของผู้บริโภคที่ซื้อผักเราไปกินแล้วรู้สึกปลอดภัยและไว้วางใจเรา ความอิ่มเอิบตรงนี้ไม่สามารถที่จะพรรณนาได้ ลุงไกรกล่าวทิ้งท้าย<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong><font color="#3300ff">สนใจเยี่ยมชมแปลงผักปลอดสารพิษลุงไกร สามารถติดต่อได้ที่ บ้านเลขที่ 111 ม.2 บ้านสุขสมบูรณ์ ต.ไทยสามัคคี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา โทร.08-1274-6961, 08-6259-5755 หรือ 08-1955-9461</font> <br /><font color="#000099" /></strong></font></font></div></td></tr></table></description>
</item>

<item>
<title>การผลิตบัวบกในระบบอินทรีย์  V.87</title>
<link>http://www.nakaintermedia.com/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=33</link>
<description><table border="0"><tr><td><div align="center"><font face="arial,helvetica,sans-serif" size="3"><font color="#0000ff">&nbsp;<strong>&ldquo;การผลิตบัวบกในระบบอินทรีย์&rdquo; <br />เน้นความปลอดภัย...ใส่ใจคนรักสุขภาพ</strong><br /><br /></font><font color="#660000"><table align="left" border="0"><tr><td><img title="nakaintermedia" height="200" alt="nakaintermedia" src="modules/My_Uploads/user_folders/v87/Hiv87p01.jpg" width="260" border="0" /></td></tr></table><div align="justify"><font face="arial,helvetica,sans-serif" size="2">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<font color="#000000">เมื่อเอ่ยถึง &ldquo;บัวบก&rdquo; ชื่อนี้เชื่อว่าหลายๆ คนคงเคยได้ยินบ่อยครั้ง โดยเฉพาประโยคที่มักจะพูดกันติดปากว่า &ldquo;ดื่มน้ำใบบัวบกจะช่วยแก้อาการอกหักและแก้ช้ำในได้&rdquo; ซึ่งนอกจากการแปรรูปเป็นเครื่องดื่มสมุนไพรแล้ว ใบและเถาบัวบกยังนำมาใช้เป็นเครื่องเคียงเพื่อรับประทานคู่กับอาหารนานาชนิด อาทิ อาหารปักษ์ใต้ ลาบ น้ำตก น้ำพริก และขนมจีน ด้วยเหตุนี้ในปัจจุบันการปลูกบัวบกจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของเกษตรกร ที่ช่วยสร้างรายได้ก้อนงามภายในระยะเวลาอันสั้น<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ในวงการแพทย์ &ldquo;บัวบก&rdquo; ก็มีความสำคัญเช่นกัน เนื่องจากเป็นส่วนประกอบหนึ่งที่สามารถนำมาทำเป็นเวชภัณฑ์ได้ โดยบัวบกมีสารเอเชียติโคไซด์ ซึ่งเป็นสารที่เพิ่มความยืดหยุ่นของผิว ช่วยสมานแผล ช่วยยับยั้งอนุมูลอิสระ กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนของผิวหนัง เร่งการซ่อมแซมเนื้อเยื่อใหม่ และซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่สึกหรอ ในขณะที่บัวบกมีคุณประโยชน์หลากหลายด้านแก่สุขภาพ แต่พอหันกลับไปมองดูในภายการผลิต นั่นหมายถึง การเพาะปลูกบัวบก พบว่ายังคงมีการใช้สารเคมีในการกำจัดศัตรูพืชและแมลงอยู่ในปริมาณมาก ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพของผู้บริโภคได้ ด้วยเหตุนี้ คุณอนันต์ พิริยะภัทรกิจ นิสิตปริญญาโท สาขาวิจัยและพัฒนาการเกษตร คณะเกษตรกำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งบัณฑิตที่อยู่ภายใต้โครงการสร้างภาคีในการผลิตบัณฑิตปริญญาโท-เอก ประจำปี 2551 จึงได้มุ่งมั่นและคิดค้นงานวิจัย &ldquo;การผลิตบัวบกในระบบอินทรีย์&rdquo; ขึ้นมา เพื่อเสนอทางเลือกที่ปลอดภัยให้แก่ผู้บริโภค และตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคที่นับวันยิ่งขยายวงกว้างขึ้น&nbsp;<br /><table align="right" border="0"><tr><td><img title="nakaintermedia" height="200" alt="nakaintermedia" src="modules/My_Uploads/user_folders/v87/Hiv87p02.jpg" width="260" border="0" /></td></tr></table>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; คุณอนันต์บอกถึงที่มาของงานวิจัยว่า งานวิจัยชิ้นนี้ถือเป็นการต่อยอดจากงานวิจัยของสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ซึ่งได้รวบรวมสายพันธุ์ของบัวบกจากแหล่งต่างๆ ทั่วประเทศ ทั้งที่ขึ้นเองตามธรรมชาติและที่นำมาเพาะปลูกเป็นอาชีพ โดยรวบรวมได้ทั้งหมดประมาณ 15-16สายพันธุ์ จากนั้นทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจึงได้นำบัวบกทั้งหมดไปวิเคราะห์หาปริมาณสารเอเชียติโคไซด์ พบว่ามีบัวบกอยู่ 4 สายพันธุ์ ที่มีปริมาณสารเอเชียติโคไซด์มาก ได้แก่ สายพันธุ์นครศรีธรรมราช ปราจีนบุรี ระยอง และอุบลราชธานี ทั้งนี้ผมจึงนำข้อสรุปดังกล่าวมาต่อยอดในด้านของผลผลิตที่ปลอดภัยต่อไป</font>&nbsp;<br /><br />&nbsp;<strong><font color="#006600">การปลูกบัวบกในระบบอินทรีย์</font></strong><br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<font color="#000000">โดยผมได้ทำการทดลองที่สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (จังหวัดปทุมธานี) ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2549 ขั้นตอนการทดลองเริ่มต้นจากการเตรียมแปลง กำหนดขนาดแปลง 1x2 เมตร ทั้งหมด 60 แปลง พรวนดินและกลับหน้าดินตากทิ้งไว้ 7 วัน จากนั้นก็ให้พรวนดินพร้อมกับทำการใส่ปุ๋ยมูลโคในแต่ละอัตรา ได้แก่ 0.5, 1, 1.5 และ 2 กิโลกรัม/ตารางเมตร (รวมทั้งแปลงควบคุมที่ไม่ได้ใส่มูลโค) เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพของปุ๋ยมูลโค นำบัวบก 4 สายพันธุ์ คือ สายพันธุ์นครศรีธรรมราช ปราจีนบุรี ระยอง และอุบลราชธานี มาปักลงในแปลง ระยะห่าง 10 x 10 เซนติเมตร โดยในระยะแรกที่ลงปลูกใหม่ๆ ควรนำสแลนต์มาขึงเพื่อพรางแสงไว้ประมาณ 7-10 วัน สำหรับการให้น้ำผมเลือกใช้ระบบมินิสปริงเกลอร์ แต่เกษตรกรทั่วๆ ไปมักจะนิยมใช้สายยางหรือปั๊มน้ำจากคูคลองขึ้นมารด ปริมาณการให้น้ำวันละ 2 ครั้ง คือ เช้าและเย็น ครั้งละ 10-15 นาที<br /></font><br /></font></div></font></font></div></td></tr></table><!--pagebreak--><table border="0"><tr><td><div align="justify"><font face="arial,helvetica,sans-serif"><font size="2"><table align="left" border="0"><tr><td><font color="#000000"><img title="nakaintermedia" height="200" alt="nakaintermedia" src="modules/My_Uploads/user_folders/v87/Hiv87p04.jpg" width="260" border="0" /></font></td></tr></table>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; แน่นอนว่าการปลูกบัวบกด้วยระบบอินทรีย์ย่อมมีข้อจำกัดในหลายๆ ด้าน ซึ่งนอกจากการใช้ปุ๋ยมูลโคแทนทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมีแล้ว ด้านแมลงและหนอนที่เข้ามารบกวนบัวบกผมก็จะใช้สารชีวภัณฑ์หรือน้ำหมักชีวภาพที่มีคุณสมบัติในการป้องกันและไล่แมลงมาฉีดพ่นแทนสารเคมีหรือยาฆ่าแมลง สำหรับวัชพืชก็ต้องใช้แรงงานคนในการกำจัดออก (ถอนทิ้ง) ซึ่งปัญหาหลักที่พบในการปลูกบัวบกคือเรื่องของวัชพืช เนื่องจากบัวบกเป็นพืชที่ต้องน้ำในปริมาณที่มากพอสมควร และเมื่อดินมีความชื้นสูงวัชพืชก็ชอบเช่นกัน ตลอดระยะเวลาตั้งแต่เริ่มปลูกจนกระทั่งถึงเก็บเกี่ยวผลผลิตผมจะทำการจดบันทึกการเจริญเติบโตทุกๆ เดือน<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลจากการจดบันทึกตลอดระยะเวลา 3 เดือน ซึ่งตรงกับช่วงฤดูหนาว พบว่า บัวบกสายพันธุ์ปราจีนบุรีมีความกว้างทรงพุ่มมากที่สุด และสายพันธุ์ระยองมีความกว้างทรงพุ่มน้อยที่สุด ส่วนสายพันธุ์นครศรีธรรมราชมีความยาวไหลมากที่สุด แต่มีจำนวนไหลต่อต้นและจำนวนต้นต่อไหลน้อยที่สุด ในขณะที่สายพันธุ์ปราจีนบุรีและอุบลราชธานีมีจำนวนไหลต่อต้นมากที่สุด นอกจากนี้ยังพบว่าสายพันธุ์นครศรีธรรมราช ปราจีนบุรี และอุบลราชธานี มีมวลสดและมวลแห้งต้นและรากมากกว่าสายพันธุ์ระยอง แต่สายพันธุ์อุบลราชธานีมีสัดส่วนมวลแห้งต้นต่อมวลแห้งรากสูงกว่าสายพันธุ์อื่นๆ การใส่ปุ๋ยมูลโคไม่มีผลต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตของบัวบกทั้งหมด นอกจากนี้ยังพบว่า สายพันธุ์ปราจีนบุรีมีปริมาณสารเอเชียติโคไซด์มากที่สุด เท่ากับ 1.83% รองลงมาคือ สายพันธุ์ระยอง นครศรีธรรมราช และอุบลราชธานี ซึ่งมีปริมาณสารดังกล่าวเท่ากับ 1.04, 0.98 และ 0.79% โดยน้ำหนักตามลำดับ&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>&nbsp; </strong>และเมื่อฤดูกาลแปรเปลี่ยนไป ปริมาณสารเอเชียติโคไซด์ในบัวบกแต่ละสายพันธุ์ก็ไม่เหมือนเดิม โดยในช่วงฤดูร้อนสายพันธุ์นครศรีธรรมราชและอุบลราชธานีจะมีปริมาณสารเอเชียติโคไซด์มาก ส่วนฤดูฝนจะเป็นสายพันธุ์ระยองและอุบลราชธานี <br /><table align="right" border="0"><tr><td><img title="nakaintermedia" height="200" alt="nakaintermedia" src="modules/My_Uploads/user_folders/v87/Hiv87p03.jpg" width="260" border="0" /></td></tr></table>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; หลังจากปลูกประมาณ 90 วัน หรืออายุ 3 เดือน เริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ โดยใช้เสียมเหล็กขุดเซาะบริเวณใต้ราก แล้วดึงเอาต้นบัวบกออกมาล้างน้ำ ทำความสะอาดเก็บใบเหลืองออก และหลังจากเก็บผลผลิตเรียบร้อยแล้วจะทำการพักแปลงเป็นเวลา 1 เดือน ปริมาณผลผลิตที่เก็บได้ต่อไร่ประมาณ 4,000-5,000 กิโลกรัม ราคาจำหน่ายตามท้องตลาดกิโลกรัมละ 7 บาท (ทั้งใบและเถา)<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สุดท้ายนี้คุณอนันต์ยังได้ฝากบอกอีกว่า ในอนาคตภายภาคหน้า ผมคาดหวังว่าจะสานต่องานวิจัยชิ้นนี้ต่อไป โดยนำบัวบกทั้ง 4 สายพันธุ์ ดังกล่าวไปทดลองปลูกในแต่ละภูมิภาค เพื่อเปรียบเทียบการเจริญเติบโตและปริมาณสารเอเชียติโคไซด์ที่ได้ต่อไป <br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; และนี่ก็คืออีกหนึ่งในความก้าวหน้าทางวิทยาการเกษตรที่ผู้เขียนภูมิใจนำเสนอ เชื่อว่าในระยะเวลาอันใกล้นี้เราคงได้เห็นผลงานชิ้นโบว์แดงจากนักวิจัยทั้งรุ่นเล็กและรุ่นใหญ่ ซึ่งมุ่งมั่นที่จะพัฒนาเทคโนโลยีและวิทยาการในด้านต่างๆ ของไทยให้ทัดเทียมกับอารยประเทศอีกมากมาย<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong><font color="#000099">ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณอนันต์ พิริยะภัทรกิจ นิสิตปริญญาโท สาขาวิจัยและพัฒนาการเกษตร คณะเกษตรกำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน โทร.08-9147-2870</font></strong><strong><font color="#000099">&nbsp;</font></strong></font></font></div></td></tr></table></description>
</item>

<item>
<title>"เพลินเล่นรู้" รางวัลดีเยี่ยมผลงานประดิษฐ์คิดค้น ด้านพัฒนาสังคมและวัฒนธรรม ฉ.83</title>
<link>http://www.nakaintermedia.com/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=32</link>
<description><table border="0"><tr><td><font face="arial,helvetica,sans-serif" size="2"><div align="center"><font color="#ff6600" size="3"><strong><font color="#0000cc"><font color="#663333"><br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &quot;เพลินเล่นรู้&quot;<br /><font color="#cc6699">รางวัลดีเยี่ยมผลงานประดิษฐ์คิดค้น ด้านพัฒนาสังคมและวัฒนธรรม</font><br /><font color="#999900">ประจำปี 2551 จากสภาวิจัยแห่งชาติ<br /></font></font></font><font size="2"><br /></font></strong></font></div><div align="justify"><table align="left" border="0"><tr><td><img height="200" src="modules/My_Uploads/user_folders/v83/4campana(2).JPG" width="260" border="0" /></td></tr></table>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<font color="#cc9933">&nbsp;<font color="#000000"> แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9 มุ่งเน้นการสร้างคุณค่าให้กับสังคมไทยบนพื้นฐานของการอนุรักษ์วัฒนธรรมและเอกลักษณ์ความเป็นไทยโดยการพัฒนายึดหลัก <strong>&ldquo;ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง&rdquo;</strong> ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความสมดุลพอเพียงและความพอประมาณอย่างมีเหตุผล อันนำไปสู่สังคมที่มีคุณภาพทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง สามารถพึ่งพาตนเองมีภูมิคุ้มกันและรู้เท่าทันโลก<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สิ่งประดิษฐ์ <strong><font color="#339900">&ldquo;เพลินเล่นรู้&rdquo; ของ คุณวริสร รักษ์พันธุ์</font></strong> แห่ง ชุมพรคาบาน่ารีสอร์ต และคณะ มีที่มาจากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในปี พ.ศ.2540 จึงได้ตัดสินใจใช้ชีวิตตามแนวคิดและทฤษฎีการพัฒนาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยใช้หลักพึ่งพาตนเอง และใช้สิ่งประดิษฐ์ที่เหมาะสม&nbsp; <br />&nbsp;&nbsp;<strong>เพลินเล่นรู้ (ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติเพลิน)<br /></strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สวนเพลิน เป็นสวนที่ประยุกต์แนวคิดและทฤษฎีการพัฒนาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาใช้กับการจัดภูมิสถาปัตย์บนพื้นที่รอบสระว่ายน้ำของชุมพรคาบาน่า มีเนื้อที่ประมาณ 15 ไร่ เพื่อความเพลิดเพลินของผู้มาใช้บริการและบำบัดน้ำและของเสียในโรงแรม<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กระบวนการเรียนรู้แบบเพลิน มาจากพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ที่มีพระราชประสงค์ให้การศึกษาเป็นสิ่งที่เพลิดเพลินสำหรับผู้เรียน Plearn มาจาก Play + Learn เป็นกระบวนการเรียนรู้แบบเพลิดเพลิน การเดินชมสวนที่นี่จึงไม่เป็นการเรียนรู้อย่างเดียวแต่ให้มีการ Play หรือเล่นกับกิจกรรมต่างๆไปด้วย ผู้คิดคำนี้คือ ศ.ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช ราชบัณฑิตและผู้บังคับการโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย<br /><font color="#ff6699">&nbsp;</font><strong><font color="#ff6699">สวนเพลิน มีหลัก 4 ด คือ</font><br /></strong>1. ดู ต้องดูได้ สวยงาม<br />2. ดม ต้องมีดอกไม้ เพราะเป็นเกษตรกรรมธรรมชาติล่อแมลงที่มีประโยชน์เข้ามาในสวน ไม่มีการใช้ปุ๋ย และสารเคมีทุกชนิด<br />3. ดื่ม มีพืชที่นำมาใช้สกัดเป็นเครื่องดื่มได้<br />4. แดก มีไม้ผลไม้ใบไม้ทุกชนิดที่รับประทานได้ จัดเป็นกิจกรรมที่ใครๆต่างชื่นชอบระหว่างการเข้าชมสวน<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</font><font color="#000000">&nbsp;&nbsp;กิจกรรมภายในสวนเพลิน พระเจ้าอยู่หัวทรงให้ความสำคัญกับน้ำเป็นสิ่งแรก ดังนั้นจึงได้มีการกั้นฝายในลำรางเพื่อกักเก็บน้ำที่ไหลมาจากกลางอ่าวจนได้เป็นเสมือนเส้นเลือดหลัก ทำให้สามารถกักเก็บน้ำได้ประมาณ 1,000 ลบ.ม. หรือประมาณ 1,000,000 ลิตร เพื่อใช้ในการเกษตรธรรมชาติของโรงแรม<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ในน้ำ ได้นำทฤษฎี &ldquo;มักกะสัน&rdquo; โดยนำผักตบชวามาลอยน้ำล้อมด้วยผักตบชวาในอัตราไม่เกิน 30% ของพื้นที่น้ำ เพื่อดูดซับโลหะหนักในน้ำ ประมาณ 45-60 วัน จึงนำขึ้นมาทำปุ๋ยหมักต่อไป<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</font></font> </div></font></td></tr></table><!--pagebreak--><table border="0"><tr><td><font face="arial,helvetica,sans-serif" size="2"><div align="justify"><font face="arial,helvetica,sans-serif" size="2"><font color="#000000"><table align="right" border="0"><tr><td><img height="200" src="modules/My_Uploads/user_folders/v83/4campana.JPG" width="260" border="0" /></td></tr></table>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นาข้าวริมระเบียงห้องพัก เพื่อแสดงความเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของไทยที่มีมาแต่อดีต &ldquo;ในน้ำมีปลา (นิล) ในนามีข้าว (เหลืองปะทิว)&rdquo;&nbsp;<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; โรงแรมทำการสูบน้ำขึ้นมา โดยเปลี่ยนกระบวนการจ่ายน้ำแบบหัวจ่ายเดิม มาเป็นการทำบ่อบำบัดด้วยพืชน้ำ ตามทฤษฎีแหลมผักเบี้ย ซึ่งประกอบด้วยธูปฤาษี กกเหลี่ยม กกกลม สันตะวา สาหร่ายหางกระรอก คล้าน้ำ ผักตบชวา หญ้าแฝก ฯลฯ และผ่านต่อไปยังนาข้าว และทำเป็นร่องน้ำเลียนแบบลำธารเล็กๆในป่า เพื่อไหลเวียนไปยังส่วนต่างๆของสวน เพื่อสร้างพื้นที่ชุ่มน้ำ (Constructed Wet Land) พื้นที่นี้เรียกโดยรวมว่าเป็นพื้นที่ &ldquo;ไตธรรมชาติ&rdquo; จากการที่เหล่าพืชน้ำ อากาศ และแสงแดดช่วยกันทำหน้าที่กรองและฟอกสิ่งต่างๆที่มากับน้ำให้มีคุณภาพที่ดีขึ้น<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; วิธีเก็บศัตรูพืช เช่น หอยเชอรี่ นำใบมะละกอมัดรวมกัน แช่น้ำไว้ในยอ ชั่วข้ามคืนหอยเชอรี่จะพากันมากิน สามารถนำไปแปรรูปทำเป็นอาหารปลาและอาหารไก่ต่อไปได้<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เกษตร 4 ชั้น ได้ความคิดนี้มาจากหน่วยอนุรักษ์และจัดการต้นน้ำพะโต๊ะ โดยคุณพงศา ชูแนม หัวหน้าหน่วยฯ คือ ปลูกพืชสี่ชั้น ต่อมา อาจารย์วิวัฒน์ ศัลยกำธร ประธานมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ จึงเสนอต่อเพิ่มเป็น 5 ชั้น คือปลูกไม้ 5 ระดับ สูง (มะพร้าว หมาก) กลาง (มะม่วง มังคุด) เตี้ย (ใบเหลียง มะนาว ชะอม กระถิน) เรี่ยดิน (ช้าพลู ถั่ว) ใต้ดิน (กลอย แห้ว กระชาย ขิง ข่า) <br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; หญ้าแฝก ใช้ในการอนุรักษ์ดินและน้ำ ป้องกันการพังทลาย กักเก็บตะกอนปุ๋ยที่มาจากที่สูง ปลูกแฝกครึ่งวงกลม และทรงวีคว่ำ<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; โรงสีข้าวแบบโบราณ แสดงการสี ตำ ฝัด<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; บ้านพึ่งตนเองและอนุรักษ์พลังงาน แสดงการก่อสร้างระบบยึดเหนี่ยวในตัวเอง ทำเองได้ ทนแรงลมได้ 290 กม./ชม. แผ่นดินไหวสูงถึง 7.3 ริกเตอร์ ไม่ต้องใช้ไม้แบบ ลดค่าใช้จ่าย 30% จากระบบเสาคาน<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ระบบน้ำร้อน โดยใช้ความร้อนใต้หลังคาจากการที่ใช้ท่อน้ำเหล็กกลมแทนโครงหลังคาทำให้ได้น้ำร้อนพลังงานแสงอาทิตย์ไว้ใช้ฟรีๆ<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สบู่เหลว แชมพูและครีมนวดผม สามารถทำใช้เอง ลดค่าใช้จ่าย และลดขยะ<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นำน้ำชีวภาพจากการหมักมะนาว และสับปะรดมาใช้ในการทำความสะอาดห้องน้ำ<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ทำบ่อน้ำเกรอะ 2 บ่อ เพื่อสามารถหมักมูลคน เป็นเวลา 1 เดือน (เพื่อเชื้อโรคร้ายแรงจะหายไป) นำไปใช้เป็นปุ๋ยคอกใส่ต้นไม้ได้และไม่มีกลิ่นเหม็น<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เลี้ยงปลาสวยงาม (ปลาทอง) โดยใช้น้ำหมักชีวภาพร่วมกับปุ๋ยหมักก้อน น้ำใส ปลาแข็งแรง อาหารผลิตเองไม่ต้องซื้อ<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ข้างบ้าน ประยุกต์ทฤษฎีห้วยฮ่องไคร้ ทำฝายเล็กๆเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้เพื่อการเพาะปลูกผักผลไม้ต่างๆ สามารถเก็บผลผลิตหมุนเวียนได้ตลอดทั้งปี&nbsp;<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </font></font></div></font></td></tr></table><!--pagebreak--><table border="0"><tr><td><font face="arial,helvetica,sans-serif" size="2"><font face="arial,helvetica,sans-serif" size="2"><font color="#000000"><div align="justify"><table align="left" border="0"><tr><td><img height="200" src="modules/My_Uploads/user_folders/v83/4campana(1).JPG" width="260" border="0" /></td></tr></table></div><div align="justify">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; โรงเพาะชำธรรมชาติ อาศัยร่มเงาจากปาล์ม เพื่อใช้เป็นที่เพาะชำต้นไม้ ขยายจากแปลงเดิม ปาล์มเมื่อได้น้ำที่ใช้รดต้นไม้ที่เข้ามาอนุบาลหรือเพาะชำใหม่ ก็จะให้ผลผลิตปาล์มน้ำมันที่ให้รายได้อย่างสม่ำเสมอ เดือนละ 2 ครั้ง<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; พื้นที่ใต้น้ำ ประกอบด้วย แหล่งกำเนิดน้ำที่สูบขึ้นมาจากลำราง เก็บน้ำไว้ใช้ด้วยระบบฝายและแฝก ปลูกไม้ 3 อย่างประโยชน์ 4 อย่าง คือ 1 ไม้ผล 2 ไม้ใช้สอย ทำเฟอร์นิเจอร์ 3 ไม้พลังงาน ประโยชน์อย่างที่ 4 คือ ช่วยอนุรักษ์ดินและน้ำ<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; แปลงเลี้ยงดินให้ดินเลี้ยงพืช หรือ Feed the soil and let the soil feed the plant เป็นคาถาแห่งการทำเกษตรอินทรีย์ เริ่มทำการห่มดินสูง 1 ฝ่ามือจากใบไม้และเศษหญ้าที่ทิ้งในแต่ละวันของโรงแรม ให้ปุ๋ยหมักและปุ๋ยน้ำชีวภาพอย่างสม่ำเสมอ เริ่มเมื่อปี 2546 ซึ่งพื้นที่นี้เป็นโรงอัดอิฐบล็อกประสาน พื้นเป็นดินลูกรังอัดบดละเอียดแน่นมาก อาจารย์วิวัฒน์ ได้แนะนำเทคนิคการไม่เปลือยดินให้ห่มดินเสมือนห่มแม่พระธรณี ตามทฤษฎีในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผ่านมา 2 ปี ดินแปลงนี้กลับร่วนซุย สิ่งมีชีวิตใต้ดินมากมาย ผลผลิตทุกอย่างให้ผลดีมาก ดก ผลสวย อร่อย จัดเป็นแปลงที่มีการพัฒนาโครงสร้างทางดินดีที่สุดกว่าแปลงอื่นที่ใช้ทฤษฎีอื่น<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; โรงสีข้าวไชโย ตั้งตามชื่อของเครื่องสีข้าวที่ซื้อมาในราคา 25,000 บาท ทำให้โรงแรมสามารถซื้อข้าวจากชาวนารอบรี<br />สอร์ตโดยตรง แทนการซื้อข้าวจากร้านในเมือง เฉพาะข้าวที่เลี้ยงพนักงานสามารถประหยัดได้ถึง 5,000 บาท/เดือน และอีก 5,000-8,000 บาทสำหรับการจัดเลี้ยงลูกค้า ทำให้เพียง 2 เดือนสามารถถึงจุดคุ้มทุนและยังทำให้ได้แกลบและรำจากการสีข้าวทำเป็นปุ๋ยหมักได้ด้วย ส่วนเรื่องของมูลสัตว์ที่เป็นส่วนประกอบสำคัญในการทำปุ๋ยหมัก คุณสุโขได้เริ่มทำการเลี้ยงไก่ไข่จำนวน 100 ตัว นอกจากจะได้มูลไก่มาทำปุ๋ยแล้ว ยังได้ไข่ในอัตราเฉลี่ย 70 ฟอง/วัน ส่งขายให้โรงแรม จึงเป็นที่มาของไข่สุโขในโครงการอุ้มชูไม่จำกัดหมายเลข 1 ในเวลาต่อมา<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; บ่อหมักปริศนา เป็นบ่อหมักมูลคน ซึ่งเมื่อหมักเป็นเวลา 1 เดือนเชื้อโรคร้ายแรงจะหายไปได้ทดลองนำมาเป็นส่วนผสมของปุ๋ยหมัก ใช้กับไม้ยืนต้น ปรากฏว่าให้ผลดีมาก <br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เตาเผาน้ำส้มควันไม้ เพื่อแปรสภาพกิ่งไม้ เศษไม้ เศษเฟอร์นิเจอร์ นำมาผาให้เกิดการสันดาปอย่างช้าๆที่ความร้อนสูง 700-1,000 องศาเซลเซียส ทำให้ได้ถ่านคุณภาพสูงไม่มีสารก่อมะเร็งเมื่อติดไฟ ให้ความร้อนสูงและนาน โรงแรมสามารถนำมาใช้ในการปิ้งย่างอาหารทะเล และใช้ใส่ในหม้อไฟได้เป็นอย่างดี ทดแทนการใช้แอลกอฮอล์เหลวแบบเดิมซึ่งหมดเร็ว เหม็นและแพงมาก นอกจากนั้นยังได้ของเหลวที่ได้จากการควบแน่นที่ปลายปล่อง เรียกว่า &ldquo;น้ำส้มควันไม้&rdquo; สามารถนำมาใช้เป็นสารบำรุงดินและไล่แมลง หรือทำสบู่ (จากการเผาไม้ไผ่) ซึ่งเตาเผานี้ใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 2-3 วัน ชาวบ้านทั่วไปสามารถดูแล้วนำไปทำที่บ้านได้ทันที<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;<font color="#0033ff" /></div></font></font></font></td></tr></table><!--pagebreak--><table border="0"><tr><td><font face="arial,helvetica,sans-serif" size="2"><font face="arial,helvetica,sans-serif" size="2"><font color="#000000"><div align="justify"><table align="left" border="0"><tr><td><img height="200" src="modules/My_Uploads/user_folders/v83/4campana(3).JPG" width="260" border="0" /></td></tr></table></div><div align="justify">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; โรงหมักปุ๋ยน้ำชีวภาพ หรือ &ldquo;บ้านเอนไซม์&rdquo; เป็นที่หมักปุ๋ยน้ำชีวภาพสารพัดสูตร เช่น สูตรทำความสะอาดจากการหมักมะนาว สับปะรด สูตรหมักเศษอาหาร สูตรสมุนไพรไล่แมลง 5 กลุ่ม จากพืชหอมระเหย เมาเบื่อ ฝาด ขม เปรี้ยว ซึ่งทุกสูตรจะหมักเหมือนกันคือ<br />1. อยู่ในภาชนะที่ไร้แสง ไร้อากาศ<br />2. ใช้อัตราส่วน 3 : 1 : 1 : 10 คือ 3 ส่วน วัตถุดิบ 1 ส่วน น้ำตาลทรายแดงหรือกากน้ำตาล 1 ส่วน หัวเชื้อ 10 ส่วน น้ำปราศจากคลอรีน<br />3. วางไว้ในที่ร่ม ไม่ร้อน ไม่โดนแสงแดด<br />4. หมักอย่างน้อย 3 เดือนขึ้นไป<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br /><br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อนำไปใช้ผสมกับน้ำอัตราส่วน 1 : 500 ไล่แมลง 1 : 100 -200 สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง และสามารถนำไปใช้ในการปรับสภาพน้ำตามคูคลอง และบ่อบำบัด และส้วมได้เป็นอย่างดีด้วย<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติเพลิน กำเนิดขึ้นเมื่อเดือนธันวาคม 2548 เพื่อร่วมขบวนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรอินทรีย์ วาระแห่งชาติ ศูนย์ฯเพลินแห่งนี้ จัดการฝึกอบรมให้กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน และกำลังดำเนินการฝึกอบรมให้กับผู้นำองค์กรและชุมชน โดยเนื้อหาหลัก มีวิทยากรและรายละเอียดดังต่อไปนี้<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong>อาจารย์วิวัฒน์ ศัลยกำธร</strong> ข้าราชการบำนาญ สำนักงานคณะกรรมการพิเศษ เพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง และเกษตรอินทรีย์<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; คุณพงศา ชูแนม หัวหน้าหน่วยอนุรักษ์และจัดการต้นน้ำพะโต๊ะ เจ้าของโครงการ<strong><font color="#003399"> &ldquo;คนอยู่ ป่ายัง&rdquo; และรางวัล &ldquo;ลูกโลกสีเขียว&rdquo;</font></strong> ต้นน้ำ คือ ต้นชีวิตของสรรพสิ่ง ทฤษฎีจากน้ำหยดแรก หรือจากภูผาสู่มหานที แนวคิดและทฤษฎีการพัฒนาของพระเจ้าอยู่หัว เริ่มมีการจัดการอย่างไร เรื่องราวของพะโต๊ะจัดเป็นบทแรกของการเรียนรู้ที่ทุกคนต้อง <strong><font color="#003399">&ldquo;เรียน&rdquo; &ldquo;รู้&rdquo; เพื่อ &ldquo;รัก&rdquo; และ &ldquo;รู้จัก&rdquo; โลก<br /></font></strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong>คุณปัญญา ปุลิเวคินทร์</strong> อดีตพนักงาน ธ.ก.ส. งานพัฒนาองค์ความรู้แห่งการพึ่งตนเอง ลดค่าใช้จ่าย ฐานการเรียนรู้ต่างๆ พลังงานทดแทน รวมไปถึงการพัฒนาข้อมูลเรื่องการรู้เท่าทันกระแสทุนนิยมโลก และการจัดการเชื่อมโยงเครือข่ายครูภูมิปัญญาต่างๆทั่วประเทศ<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong>คุณวริสร รักษ์พันธุ์</strong> กรรมการผู้จัดการชุมพรคาบาน่า พลิกวิกฤตและรอดจากยุคฟองสบู่ปี 40 มาได้ด้วยเศรษฐกิจพอเพียง และประยุกต์ทฤษฎีของพระเจ้าอยู่หัว ใช้ในการบริหารและจัดการโรงแรม 100% ธุรกิจและชุมชนมีความสุข อุ้มชูช่วยเหลือให้รอดและรวยไปด้วยกัน เป็นไปได้หรือไม่ เมื่อเขาประกาศว่าเศรษฐกิจพอเพียง เป็นเรื่องของการเล่นเรียน เพื่อให้ &ldquo;เพลิน&rdquo; ในฐานการเรียนรู้ที่กระจายอยู่รอบสวนเพลิน บนพื้นที่ 15 ไร่<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong><font color="#999900"> สนใจสามารถติดต่อได้ที่ ชุมพรคาบาน่ารีสอร์ต ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติเพลิน 69 หมู่ที่ 8 หาดทุ่งวัวแล่น ต.สะพลี อ.ปะทิว จ.ชุมพร 86230 โทรศัพท์ 077-560245-7, 081-9703779 โทรสาร 077-560245-7<br /></font><font color="#0033ff" /></strong></div></font></font></font></td></tr></table></description>
</item>

<item>
<title> หนุนปลูกมันสำปะหลัง 5 แสนไร่ ฉ.83</title>
<link>http://www.nakaintermedia.com/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=31</link>
<description><table border="0"><tr><td><font face="arial,helvetica,sans-serif" size="2"><div align="center"><font color="#ff6600" size="3"><strong><font color="#006600">&nbsp;ส.ป.ก.ผนึก&nbsp; 2 เอกชน <br />&nbsp;<font color="#ff6600"> หนุนปลูกมันสำปะหลัง 5 แสนไร่ ป้อนโรงงานผลิตเอทานอล<br /><br /></font></font></strong></font></div><div align="justify"><table align="left" border="0"><tr><td>&nbsp;<img title="คุณอนันต์  ภู่สิทธิกุล" height="200" alt="คุณอนันต์  ภู่สิทธิกุล" src="modules/My_Uploads/user_folders/v83/3mun(3).jpg" width="260" border="0" /></td></tr></table>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ส.ป.ก.จับมือ 2 บริษัทเอกชนลงนาม <strong>&ldquo;คอนแทร็ก ฟาร์มมิ่ง&rdquo;</strong> หนุนชาวไร่ 8 จังหวัด ปลูกมันสำปะหลังป้อนอุตสาหกรรมเอทานอล พื้นที่กว่า 5 แสนไร่&nbsp; เกษตรกร 2.5 หมื่นราย พร้อมปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ วงเงินรวมกว่า 400 ล้านบาท&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong> คุณอนันต์ ภู่สิทธิกุล</strong> เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.) เปิดเผยว่า&nbsp; ขณะนี้ ส.ป.ก.ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงกับบริษัท บุญเอนก จำกัด และบริษัท พลังเกษตรอุตสาหกรรม จำกัด เพื่อส่งเสริมเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินพื้นที่ 8 จังหวัด ได้แก่ นครราชสีมา ขอนแก่น บุรีรัมย์ ชัยภูมิ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ อำนาจเจริญ และยโสธร ให้ปลูกมันสำปะหลังป้อนเข้าสู่โรงงานผลิตเอทานอลเป็นพลังงานทดแทน ภายใต้โครงการเพิ่มศักยภาพการผลิตมันสำปะหลังในเขตปฏิรูปที่ดินภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปี <table align="left" border="0"><tr><td>&nbsp;</td></tr></table>2551-2552&nbsp; มีพื้นที่เป้าหมายกว่า 500,000 ไร่ เกษตรกรประมาณ 25,000 ราย&nbsp;&nbsp;<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; โครงการฯนี้ดำเนินการในรูปแบบคอนแทร็ก ฟาร์มมิ่ง(Contract Farming) แบ่งพื้นที่ส่งเสริมออกเป็น 2 กลุ่ม โดยบริษัท บุญเอนกฯ จะส่งเสริมเกษตรกรในเขตจังหวัดนครราชสีมา ขอนแก่น บุรีรัมย์ และชัยภูมิ พื้นที่นำร่อง 302 ตำบล ประมาณ 300,000 ไร่ ซึ่งบริษัทดังกล่าวได้มีแผนจัดตั้งโรงงานผลิตเอทานอลจากมันสำปะหลังขึ้นที่อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา กำลังการผลิต 1,050,000 ลิตร/วัน หรือประมาณ 346.5 ล้านลิตร/ปี มีความต้องการมันสำปะหลังสดป้อนเข้าโรงงานวันละประมาณ 6,600 ตัน หรือกว่า 2.2 ล้านตัน/ปี&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</div></font></td></tr></table><!--pagebreak--><br /><br /><table border="0"><tr><td><font face="arial,helvetica,sans-serif" size="2"><font face="arial,helvetica,sans-serif" size="2"><div align="justify"><table align="right" border="0"><tr><td><img title="มันสำปะหลัง" height="200" alt="มันสำปะหลัง" src="modules/My_Uploads/user_folders/v83/3mun(2).JPG" width="260" border="0" /></td></tr></table></div><div align="justify">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&ldquo;ขณะที่บริษัท พลังเกษตรอุตสาหกรรมฯ จะส่งเสริมในเขตจังหวัดอำนาจเจริญ ศรีสะเกษ ยโสธร และอุบลราชธานี จำนวน 111 ตำบล ระยะแรกประมาณ 200,000 ไร่ เพื่อป้อนผลผลิตเข้าสู่โรงงานเอทานอลที่จะตั้งขึ้นที่อำเภอนาเยีย จังหวัดอุบลราชธานี กำลังการผลิต 700,000 ลิตร/วัน หรือ 231 ล้านลิตร/ปี ซึ่งคาดว่ามีความต้องการมันสำปะหลังสด ประมาณ 4,400 ตัน/วัน หรือปีละกว่า 1.46 ล้านตัน&rdquo; คุณอนันต์ กล่าว&nbsp;&nbsp; <br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นายอนันต์กล่าวต่อด้วยว่า มันสำปะหลังที่ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกเป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่สูง มีปริมาณแป้งในหัวสดค่อนข้างมากและเหมาะสมที่จะนำมาผลิตเป็นเอทานอล&nbsp; เช่น พันธุ์ห้วยบง60 ให้ผลผลิตเฉลี่ย 5.7 ตัน/ไร่ พันธุ์ระยอง7 ผลผลิตหัวสดเฉลี่ย 6.3 ตัน/ไร่ และพันธุ์ระยอง9 ถือเป็นมันสำปะหลังพันธุ์ใหม่ที่ปลูกได้ในทุกสภาพพื้นที่และให้ผลผลิตสูง เฉลี่ย 4-5 ตัน/ไร่ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับระบบการจัดการของเกษตรกรแต่ละรายและศักยภาพของแหล่งปลูก <br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; อย่างไรก็ตาม ปีนี้ ส.ป.ก.ได้มีแผนสร้างแรงจูงใจเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินพื้นที่ดังกล่าว ให้หันมาปลูกมันสำปะหลังเพิ่มมากขึ้น โดยกองทุนการปฏิรูปที่ดินฯได้เตรียมเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ อัตราร้อยละ 1 ต่อปีไว้ให้เกษตรกรกู้ยืมไปลงทุน วงเงินกู้รวมทั้งสิ้น 400 ล้านบาท สำหรับเรื่องตลาดไม่มีปัญหา เพราะทั้ง 2 บริษัท จะเป็นผู้รับซื้อผลผลิตของเกษตรกรในราคาเป็นธรรม&nbsp; <br /></div></font></font></td></tr></table></description>
</item>

<item>
<title>คำพันธ์ เหล่าวงษี ใช้วิธีทำการเกษตรแบบยั่งยืน ฉ.83</title>
<link>http://www.nakaintermedia.com/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=30</link>
<description><table border="0"><tr><td><font face="arial,helvetica,sans-serif" size="2"><div align="center"><font color="#000000" size="2"><font color="#009900" size="3"><strong>ทำอย่างไรจะให้เงินมาหา... <br /><font color="#ff0000">&ldquo;คำพันธ์ เหล่าวงษี&rdquo; ใช้วิธีทำการเกษตรแบบยั่งยืน <br /></font></strong></font></font><br /><table align="right" border="0"><tr><td><img title="แปลงผักปลอดสารผิด" height="200" alt="แปลงผักปลอดสารผิด" src="modules/My_Uploads/user_folders/v83/21.JPG" width="260" border="0" /></td></tr></table></div><div align="justify">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ก่อนจะปรับกระบวนชีวิตใหม่เพื่อมาเดินตามแนวทางตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในเรื่อง &ldquo;เศรษฐกิจพอเพียง&rdquo; สู่การพึ่งตนเองอย่างจริงจังโดยเริ่มเมื่อปี 2544 ที่ผ่านมา กว่า 13 ปีซึ่งเคยทำงานรับจ้างและใช้ชีวิตครอบครัวอยู่ในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพมหานคร คุณคำพันธ์ เหล่าวงษี ปัจจุบันเป็นปราชญ์ชาวบ้านของเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกมหาสารคาม เล่าให้ฟังว่า เวลาผ่านไปปีแล้วปีเล่าในขณะสิ่งที่ได้คือการดิ้นรนทำกินอย่างไม่มีที่สิ้นสุดและภาระค่าใช้จ่ายในการครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้นทุกวัน สรุปแล้วคือเป็นชีวิตที่แทบจะมองไม่เห็นอนาคตอะไรเลยซึ่งมันเป็นความจริงที่สวนทางกับการวาดหวังของคนต่างจังหวัด ที่ส่วนใหญ่เดินทางเข้ากรุงเทพฯก็เพื่อหวังว่าการมีงานมีอาชีพทำจะนำไปสู่ชีวิตที่ดีขึ้น เมื่อทุกอย่างไม่ได้เป็นไปดังที่หวังเอาไว้การตัดสินใจหวนกลับคืนสู่ &ldquo;บ้านเกิด&rdquo;กลายเป็นความหวังใหม่ที่เข้ามาแทนที่ หลังจากช่วงแรกๆได้เริ่มต้นด้วยอาชีพกิจการทางด้านช่างกลโดยเปิดทำเป็นโรงงาน แต่แล้วก็ต้องพังครืนลงอย่างไม่เป็นท่าเพราะพิษวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 ที่เกิดขึ้น ซึ่งจากเหตุการณ์ครั้งนั้นจึงได้มาปรับกระบวนชีวิตใหม่พร้อมหันมาเดินตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยการทำเกษตรกรรมในรูปของแปลงเกษตรแบบยั่งยืน เพื่อเป็นที่พึ่งใหม่ด้านการทำกินให้กับครอบครัวอีกครั้ง ปัจจุบันกับความสำเร็จที่เกิดขึ้นซึ่งนอกจากเรื่องของความพออยู่พอกิน และการมี &ldquo;รายได้&rdquo; ที่เกิดขึ้นแม้ขณะอยู่กับบ้านอย่างสบายๆแล้ว ขณะเดียวกันยังเป็นตัวอย่างของการทำเกษตรกรรมแบบยั่งยืนเพื่อให้กับเพื่อนบ้านตลอดจนผู้ที่สนใจได้เข้าไปศึกษาและเรียนรู้ถึงวิธีการในการทำด้วย<br />&nbsp;&ldquo;แปลงเกษตรกรรมแบบยั่งยืน&rdquo; บนเนื้อที่ 6 ไร่ 2 งาน<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong>คุณคำพันธ์ เหล่าวงษี</strong> ปัจจุบันอาศัยอยู่บ้านเลขที่ 43 หมู่ 2 ต.ศรีสุข อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม โทร.089-6184075 กล่าวถึงจุดเริ่มของแปลงเกษตรกรรมแบบยั่งยืนให้ฟังว่า พอกิจการปิดตัวลงพร้อมกับภาระหนี้สินที่ตามมาซึ่งทำให้ตนต้องตัดสินใจขายทุกอย่างเพื่อใช้หนี้แล้ว หลังจากนั้นก็เลยเริ่มต้นชีวิตใหม่ นึกถึงพ่อแม่ที่แต่เดิมมีอาชีพทำไร่ทำนาซึ่งไม่เคยมีหนี้สินเลยแต่เลี้ยงลูกมาจนโตได้ จึงปรึกษากับภรรยาเพื่อปรับกระบวนชีวิตใหม่ เริ่มต้นจากเพื่อเคลียร์หนี้สินเก่าที่ยังมีอยู่ให้หมดไป ที่ดินพ่อแม่แบ่งให้ซึ่งอยู่ห่างจากชุมชนไปประมาณ 3 กม.ยากแก่การเข้าไปทำประโยชน์อะไรได้จึงตัดสินใจขายเพื่อใช้หนี้และยังเหลือเงินอยู่อีกประมาณ 30,000 บาทเพื่อใช้สำหรับทำทุนต่อ คิดอยากจะลองมาลงทุนทำอาชีพที่เกี่ยวกับการเกษตรดูบ้างก็เลยมาขอซื้อที่ตรงนี้จากญาติเป็นเนื้อที่ประมาณ 6 ไร่ 2 งาน&nbsp; ในราคา 170,000 บาท ทำสัญญาซื้อแบบผ่อนเป็นรายปีกำหนดระยะเวลาทั้งหมด 10 ปีโดยเริ่มเมื่อปี 2544 ที่ผ่านมา<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </div></font></td></tr></table><br /><!--pagebreak--><table border="0"><tr><td><font face="arial,helvetica,sans-serif" size="2"><div align="center"><table align="left" border="0"><tr><td><img title="แปลงผักปลอดสารผิด" height="260" alt="แปลงผักปลอดสารผิด" src="modules/My_Uploads/user_folders/v83/22.JPG" width="200" border="0" /></td></tr></table></div><div align="justify">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สำหรับการมาทำเป็นแปลงเกษตรกรรมแบบยั่งยืนอย่างที่เห็นอยู่ในปัจจุบันนั้น สืบเนื่องมาจากปี 2544 ซึ่งตนได้สมัครเข้าเป็นเครือข่ายกสิกรรมทางเลือก โดยศึกษาการทำเกษตรแบบยั่งยืนตามแนวทาง &ldquo;เศรษฐกิจพอเพียง&rdquo; ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวด้วย เลยเลือกเกษตรผสมผสานซึ่งเหมาะกับภูมินิเวศน์หรือว่าสภาพพื้นที่ที่ตัวเองมีภูมิลำเนาอาศัยอยู่ โดยหลักการก็คือเบื้องต้นจะต้องมี &ldquo;แหล่งน้ำ&rdquo; ซึ่งช่วงนั้นกระทรวงเกษตรฯได้ให้ทุนเครือข่ายกสิกรรมยั่งยืน เราอยู่ในเครือข่ายภูมินิแวศน์มหาสารคามก็เลยได้รับด้วยและนำมาใช้สำหรับการปรับพื้นที่ โดยแบ่งเป็น<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 1. จัดเป็นที่อยู่อาศัย&nbsp; 1 ไร่&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 2. เป็นนาข้าว&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 2 ไร่&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 3. ขุดสระน้ำ 2 บ่อ&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 2 ไร่&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 4. แปลงผักถาวร&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 2 งาน&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 5. ปลูกไม้ผล/ไม้ยืนต้นตามคันคูและคันแดน 1 ไร่<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ประมาณปี 2545 หลังจากที่ปรับพื้นที่และสภาพโดยรวมเพื่อให้เกิดความพร้อมแล้ว จึงได้เริ่มทำการปลูกผักและไม้ผลต่างๆตามสัดส่วนของพื้นที่ที่ได้มีการจัดสรรเอาไว้ ขณะเดียวกันการดำเนินชีวิตตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงก็ได้เริ่มต้นขึ้นมาตั้งแต่นั้น<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong><font color="#339900">ทำอย่างไรจะให้เงินมาหา<br /></font></strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; คุณคำพันธ์ เล่าว่า หลังจากไปทำงาน &ldquo;หาเงิน&rdquo; อยู่กรุงเทพฯ 13 ปี ถึงตอนนี้พอเรากลับมาอยู่บ้านก็เลยคิดว่า ทำอย่างไรจะให้เงินมาหา ดังนั้นก็เลยทำทุกอย่างโดยเฉพาะ &ldquo;พืชผัก&rdquo; ซึ่งจะปลูกที่กินได้เกือบทุกชนิดตั้งแต่ พวกผักพื้นบ้าน พืชผักสวนครัว และก็ผักชนิดอื่นๆทั่วไป นอกจากนี้กิจกรรมการผลิตอื่นๆในแปลงอีกเช่น<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong> ไม้ผล</strong> ได้แก่ มะม่วง มะพร้าว น้อยหน่า พุทรา ขนุน มะขาม มะขามเทศ ส้มโอ ละมุด ชมพู่ ฝรั่ง แก้วมังกร ทับทิม กล้วย ฯลฯ<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong>ไม้ยืนต้น</strong> ได้แก่ ประดู่ ยูง คูณ จามจุรี สะเดา ขี้เหล็ก ยูคาลิปตัส นุ่น หางนกยูง ฯลฯ<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong>พืชผัก</strong> ได้แก่ เพกา ผักติ้ว ผักเม็ก ไผ่ แค มะละกอ มะกรูด มะรุม มะนาว มะกอก หน่อไม้ฝรั่ง ถั่วฝักยาว ผักหวานบ้าน ฯลฯ <br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong>พืชสมุนไพร</strong> ได้แก่ ว่านต่างๆ ขมิ้น โล่ติ๊น หนอนตายหยาก กลอย มะเกลือ ตะไคร้หอม สบู่ดำ ละหุ่ง ฟ้าทะลายโจร บอระเพ็ด ไพล ฯลฯ<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong>ปุ๋ยพืชสด</strong> ได้แก่ โสน ถั่วพุ่ม ถั่วพร้า ปอเทือง ถั่วต่างๆ<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong>เลี้ยงสัตว์</strong> ได้แก่ วัว ควาย หมู ไก่ ปลา กบ จิ้งหรีด เป็นต้น&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ปี 2546 การผลิตหลายๆอย่างภายในแปลงเริ่มได้ผลและสามารถเก็บกินเก็บขายสร้างรายได้ให้กว่า 300 บาท/วัน โดยที่ &ldquo;ตลาด&rdquo; นั้นก็คือจะเป็นชาวบ้านในละแวกใกล้ๆกันที่คอยให้การอุดหนุนอยู่ตลอด นอกจากนี้ด้วยจุดเด่นในเรื่องของการผลิตที่เน้นไม่พึ่งพาการใช้สารเคมีทำให้ผลผลิตที่ได้ปลอดภัยจากสารพิษ โดยเฉพาะ <strong>&ldquo;ผักปลอดสารพิษ&rdquo; </strong>ที่ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคในพื้นที่เป็นอย่างดี จึงได้รวมกลุ่มกับชาวบ้านประมาณ 10 กว่าครัวเรือนในการผลิตเพื่อทำการส่งตลาดด้วย<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</div></font></td></tr></table><br /><br /><!--pagebreak--><table border="0"><tr><td><font face="arial,helvetica,sans-serif" size="2"><div align="justify"><table align="left" border="0"><tr><td><img title="คุณคำพันธ์ เหล่าวงษี" height="200" alt="คุณคำพันธ์ เหล่าวงษี" src="modules/My_Uploads/user_folders/v83/23.JPG" width="260" border="0" /></td></tr></table></div><div align="justify">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;กิจกรรมการผลิตเพื่อ <strong>&ldquo;ลดรายจ่าย-เพิ่มรายได้&rdquo;</strong> และเพื่อการพึ่งตนเองได้อย่างยั่งยืน<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จากความพยายามเมื่อปี 2548 ที่จะขยายผลในเรื่องของการลดรายจ่ายและการผลิตอาหารที่มีความปลอดภัยเพื่อไปสู่เพื่อนบ้านซึ่งนอกเหนือจากที่ตนเองได้ทำอยู่แล้ว ปี 2551 จึงได้รับงบสนับสนุนจากกระทรวงเกษตรฯให้ที่นี่เป็นศูนย์ <strong>&ldquo;ปราชญ์ชาวบ้าน&rdquo;</strong> จัดฝึกอบรมโดยตั้งเป้าหมายปีนี้ไว้ประมาณ 500 คน หลักสูตร 4 วัน 3 คืน ใช้ชื่อหลักสูตรว่า เศรษฐกิจพอเพียงนำสู่การพึ่งพาตนเองและกันเองอย่างยั่งยืน เน้นการปฏิบัติ และใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านกับเทคโนโลยีผสมกันเพื่อพัฒนาการเกษตรโดยยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม (ใช้จุลินทรีย์ชีวภาพ) ใช้แนวคิดโดยนำที่บรรพบุรุษพาทำมา ใช้ทรัพยากรในพื้นที่ ใช้พืชในรอบๆตัวมาทำเป็นปุ๋ยหมักชีวภาพเพื่อทดแทนการพึ่งพาหรือใช้สารเคมี<br />&nbsp;&nbsp;<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กิจกรรมในแปลงจะประกอบไปด้วย การทำปุ๋ยหมักชีวภาพ/น้ำหมักสมุนไพรไล่แมลง, การเผาถ่านเพื่อสกัดน้ำส้มควันไม้, การขยายพันธุ์พืช, การปลูกผักไร้สาร/ทำแปลงผักถาวร, การทำอาหารปลา/กบ, การทำน้ำยาล้างจาน, เศรษฐกิจพอเพียงกับภูมิปัญญาท้องถิ่น (สมุนไพรพื้นบ้าน), การปลูกฝังคุณธรรม/จริยธรรม นำสู่เศรษฐกิจพอเพียง, เทคนิค/แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง และการทำบัญชีครัวเรือน เป็นต้น<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ได้รับความร่วมมือตลอดจนความช่วยเหลือจากหลายๆหน่วยงานสำหรับกิจกรรมที่กล่าวมา อาทิ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม ที่มาร่วมทำวิจัยและให้ทุนดำเนินการเรื่องเตาเผาถ่านเพื่อการสกัดน้ำส้มควันไม้ โดยค้นพบว่า ไม้สะเดา ไม้ยูคาฯ และไม้ประดู่ คือไม้ที่เผาถ่านแล้วและให้ <strong>&ldquo;น้ำส้มควันไม้&rdquo;</strong> ที่มีคุณภาพสูง นอกจากนี้ก็ยังมีหน่วยงานของกรมปศุสัตว์ที่มาร่วมทำวิจัยเรื่องอาหารปลาและอาหารกบ (เป็นอาหารแบบจม)โดยใช้วัตถุดิบหรือส่วนผสมจากธรรมชาติ องค์การบริหารส่วนตำบลให้การสนับสนุนกลุ่มในเรื่องวัตถุดิบ เช่น ปุ๋ยคอก พันธุ์ปลา และก็ทุนหมุนเวียน เป็นต้น ซึ่งจากกิจกรรมดังกล่าวที่ได้ฝึกปฏิบัติจริง เช่น การขยายพันธุ์พืช (ชำกิ่ง ตอน ต่อยอด ติดตา) การปลูกผักให้ปลอดภัยจากสารพิษ และการทำแปลงผักแบบถาวร เป็นต้น ทำให้หลังเข้ารับการฝึกอบรมแล้วชาวบ้านมีรายได้เพิ่ม 1,000-1,200 บาทซึ่งจากเดิมที่ไม่เคยมีเลย <br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กว่า 8 ปีมาแล้วที่ <strong>&ldquo;คุณคำพันธ์ เหล่าวงษี&rdquo;</strong> ได้เปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิตจากระบบธุรกิจทุนนิยม (การรับจ้าง) มาสู่การพึ่งตนเองได้อย่างแท้จริงด้วยการทำเกษตรกรรมแบบยั่งยืนตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจนทำให้เกิด &ldquo;ครอบครัวที่พออยู่ พอกิน พอใช้อย่างพอเพียง และอบอุ่น&rdquo; อยู่ในปัจจุบัน จากความสำเร็จที่เกิดขึ้นดังกล่าวซึ่งในยุคข้าวยากหมากแพงอย่างขณะนี้หากใครจะลองไปทำตามดูบ้าง คิดว่าก็น่าจะเป็นทางออกหนึ่งที่ช่วยแก้ปัญหาได้ดีไม่แพ้กัน&nbsp; </div><div align="justify">&nbsp;<font color="#0033ff">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </font></div></font></td></tr></table><br /></description>
</item>

<item>
<title>วังขนายฯ มุ่งเพิ่มศักยภาพการผลิตอ้อย ฉ.83</title>
<link>http://www.nakaintermedia.com/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=29</link>
<description><table border="0"><tr><td><font face="arial,helvetica,sans-serif" size="2"><div align="center"><font color="#ff0000" size="3"><strong>วังขนายฯ มุ่งเพิ่มศักยภาพการผลิตอ้อย <br /><font color="#999966">ดันเกษตรกรปลูกอ้อยอินทรีย์....ให้ราคาสูง</font><br /><br /></strong></font></div><table align="left" border="0"><tr><td>&nbsp;<img title="อ้อย" height="260" alt="อ้อย" src="modules/My_Uploads/user_folders/v83/13.jpg" width="200" border="0" /></td></tr></table><font size="2"><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</strong> <strong>นายแพทย์เปรมศักดิ์ เพียยุระ</strong> ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยว่า ปัจจุบันอุตสาหกรมอ้อยและน้ำตาลทรายของไทยกำลังประสบปัญหาไม่เสถียรภาพของผลผลิต เนื่องจากพื้นที่ปลูกอ้อยกว่า 80 % จากทั้งหมด 6.6 ล้านไร่ อยู่ในเขตที่ต้องอาศัยน้ำฝนเป็นหลัก ประกอบกับราคาอ้อยค่อนข้างผันผวนและปรับตัวขึ้นลงตามภาวะราคาน้ำตาลในตลาดโลก ทำให้เกษตรกรตัดสินใจเลือกปลูกพืชชนิดอื่นแทน เช่น มันสำปะหลัง ยางพารา และยูคาลิปตัส ซึ่งกำลังขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มมากขึ้น<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ขณะเดียวกันความแปรปรวนของพื้นที่ปลูกอ้อย ได้ส่งผลต่อปริมาณผลผลิตโดยรวมของประเทศ ทำให้การวางแผนการผลิตและการค้าน้ำตาลของไทยมีปัญหา นับวันยิ่งซับซ้อนและทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการที่จะนำอ้อยส่วนหนึ่งป้อนโรงงานผลิตเอทานอลเพื่อใช้เป็นพลังงานทดแทน หากปริมาณผลผลิตลดลงและไม่เพียงพอต่อความต้องการ อาจกระทบต่ออุตสาหกรรมอ้อยทั้งระบบ <br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ด้วยเหตุดังกล่าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้มอบหมายให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เร่งดำเนินโครงการเพิ่มศักยภาพการผลิตอ้อยในเขตปฏิรูปที่ดินนำร่อง 10 จังหวัด ให้พัฒนาประสิทธิภาพระบบการจัดการผลิตอ้อย พื้นที่เป้าหมายกว่า 500,000 ไร่ แยกเป็น จังหวัดกาญจนบุรี 60,000 ไร่ กาฬสินธุ์ 50,000 ไร่ ขอนแก่น 70,000 ไร่ ชัยภูมิ 30,000 ไร่ นครราชสีมา 100,000 ไร่ เลย 10,000 ไร่ สระแก้ว 50,000 ไร่ หนองบัวลำภู 20,000 ไร่ อุดรธานี 100,000 ไร่ และอุตรดิตถ์ 10,000 ไร่&nbsp;<br /></font>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong><em> </em>&ldquo;เบื้องต้นได้มีการลงนามความร่วมมือไตรภาคีกับกลุ่มโรงงานน้ำตาล 8 บริษัท ได้แก่ บริษัท น้ำตาลวังขนาย จำกัด บริษัท น้ำตาลและอ้อยตะวันออก จำกัด บริษัท อุตสาหกรมโคราช จำกัด บริษัท น้ำตาลขอนแก่น จำกัด (มหาชน) บริษัท น้ำตาลเอราวัณ จำกัด บริษัท น้ำตาลไทยเอกลักษณ์ จำกัด บริษัท เคเอสแอล.การเกษตร จำกัด บริษัทน้ำตาลมิตรผล จำกัด และบริษัทในเครือ ซึ่งจะเป็นผู้รับซื้อผลผลิตของเกษตรกรในราคาประกันขั้นต่ำ เพื่อป้อนวัตถุดิบเข้าสู่โรงงานของบริษัท&rdquo;</strong> นายแพทย์เปรมศักดิ์กล่าว<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </font></td></tr></table><!--pagebreak--><br /><table border="0"><tr><td><font face="arial,helvetica,sans-serif" size="2"><font face="arial,helvetica,sans-serif" size="2"><div align="justify"><table align="right" border="0"><tr><td><img height="260" src="modules/My_Uploads/user_folders/v83/14.JPG" width="200" border="0" /></td></tr></table></div><div align="justify">&nbsp;<font color="#660000"><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</strong><font color="#000000">&nbsp; ทางด้าน <strong>คุณอนันต์ ภู่สิทธิกุล</strong> เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ ส.ป.ก.ได้เร่งออกหน่วยบริการสู่ชุมชน โดยจัดงานวันไร่นา (Field Day) เพื่อสร้างโอกาสให้เกษตรกรเข้าถึงองค์ความรู้ผ่านศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจอ้อย อาทิ การใช้อ้อยพันธุ์ดีที่มีคุณภาพสูง เพื่อให้ได้ผลผลิตเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 10 ตัน/ไร่ การทำเขตกรรมอ้อย การปลูกอ้อยด้วยระบบน้ำหยด การปลูกอ้อยข้ามแล้ง การปลูกอ้อยอินทรีย์ การปลูกอ้อยหนาแน่น การดูแลรักษาตอ รวมถึงการเก็บเกี่ยวในช่วงอายุที่เหมาะสมและขนส่งอ้อยอย่างถูกวิธี เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพดี ซึ่งจะทำให้เกษตรกรได้ค่าตอบแทนสูง<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นอกจากนี้ยังจะสร้างโอกาสให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งทุนและเข้าถึงระบบตลาดด้วย โดยจะเร่งส่งเสริมให้เกษตรกรที่สมัครเข้าร่วมโครงการฯ รวมกลุ่มจัดตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตอ้อยเป้าหมาย 1,000 วิสาหกิจชุมชน สมาชิกไม่น้อยกว่า 20,000 ราย ซึ่ง ส.ป.ก. ได้เตรียมสนับสนุนสินเชื่อเพื่อให้สมาชิกกู้ยืมไปลงทุน วงเงินรวมทั้งสิ้น 1,500 ล้านบาท คิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1 ต่อปี กรณีที่สมาชิกมีวินัยทางการเงินโดยแสดงหลักฐานการจัดทำบัญชีอย่างต่อเนื่อง จะลดอัตราดอกเบี้ยเหลือร้อยละ 0.5 ต่อปี ในปีถัดไป<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong> &ldquo;สำหรับพื้นที่ปลูกอ้อยที่อยู่ห่างไกลโรงงานรับซื้อ เกษตรกรรายย่อยอาจได้รับผลกระทบและแบกรับภาระต้นทุนค่าขนส่งอ้อยเข้าสู่โรงงาน เบื้องต้นบริษัท น้ำตาลมิตรผลฯ และบริษัทในเครือ ได้มีการจัดตั้งสถานีรับอ้อยขึ้นในพื้นที่อำเภอภูผาม่าน จังหวัดขอนแก่น เพื่อเป็นจุดนำร่องให้บริการรับซื้ออ้อยของเกษตรกรคู่สัญญาในพื้นที่ มีเป้าหมายรับซื้อผลผลิตประมาณ 30,000 ตัน/ปี ซึ่งสามารถช่วยลดต้นทุนค่าขนส่งอ้อยเข้าโรงงานได้ประมาณ 180 บาท/ตัน หรือกว่า 5.4 ล้านบาท/ปี ทำให้ชาวไร่อ้อยโดยเฉพาะรายย่อยมีรายได้เพิ่มสูงขึ้น&rdquo;</strong> คุณอนันต์กล่าว <br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ทั้งนี้ทาง <strong>คุณเกรียงไกร รายณะสุข</strong> หัวหน้าแผนกส่งเสริมอ้อย บริษัท อุตสาหกรรมอ่างเวียน จำกัด (กลุ่มวังขนาย) อ.แก้งสนามนาง จ.นครราชสีมา ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับแนวทางการส่งเสริมอ้อยว่า สำหรับนโยบายในการผลิตสินค้าของกลุ่มวังขนาย คือผลิตน้ำตาลเพื่อสุขภาพ ปลอดภัยต่อผู้บริโภค โดยให้ความสำคัญกับวัตถุดิบมากเป็นพิเศษ จึงได้รณรงค์ให้เกษตรกรหันมาทำเกษตรอินทรีย์ โดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ลดการใช้ปุ๋ยเคมีและการใช้สารเคมีเพื่อเป็นการรักษาและใช้ทรัพยากรดินอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ทำให้เกษตรกรลดต้นทุนการทำไร่ และเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้สูงขึ้น ตลอดจนปลอดภัยต่อตนเองและไม่ส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมในธรรมชาติอีกด้วย<br />&nbsp;ด้านพื้นที่เพาะปลูกอ้อยภายใต้ความรับผิดชอบของกลุ่มวังขนาย จ.นครราชสีมานั้น ครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ ชัยภูมิ ขอนแก่น และนครราชสีมา (ภายในรัศมี 50 กิโลเมตรรอบโรงงาน) รวมพื้นที่เพาะปลูกทั้งหมด 3,000 ไร่ และคาดว่าในปีหน้าจะขยายพื้นที่เพาะปลูกอ้อยเป็น 5,000 ไร่ โดยเน้นส่งเสริมการปลูกอ้อยข้ามแล้งเป็นหลัก<br />&nbsp;</font></font><font color="#0000ff"><br /></font><strong><font color="#0000ff">&nbsp;&nbsp;&nbsp;</font>&nbsp;&nbsp;&nbsp;</strong></div></font></font></td></tr></table><!--pagebreak--><br /><table border="0"><tr><td><font face="arial,helvetica,sans-serif" size="2"><font face="arial,helvetica,sans-serif" size="2"><div align="justify"><table align="left" border="0"><tr><td><img title="พื้นที่การปลูกอ้อย" height="260" alt="พื้นที่การปลูกอ้อย" src="modules/My_Uploads/user_folders/v83/12.jpg" width="200" border="0" /></td></tr></table></div><div align="justify">&nbsp;<font color="#660000"><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</strong><font color="#000000">&nbsp;&nbsp;สำหรับแนวทางการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกอ้อยอินทรีย์ เริ่มทำมาตั้งแต่ปี 2548 โดยผลักดันให้เกษตรกรค่อยๆ ปรับเปลี่ยนความคิดลดการใช้ปุ๋ยเคมีแล้วหันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์ทดแทน ซึ่งปุ๋ยอินทรีย์ที่ใช้นั้นเป็นปุ๋ยที่โรงงานผลิตขึ้นเอง โดยใช้ขี้หม้อกรองจากกระบวนการผลิตน้ำตาลทรายเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตปุ๋ย<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ปัจจุบันมีพื้นที่เพาะปลูกอ้อยอินทรีย์แล้วทั้งหมด 532 ไร่ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในเขต อ.แก้งสนามนาง โดยในปีนี้เราได้วางเป้าหมายเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกอ้อยอินทรีย์เป็น 2,000 ไร่ ซึ่งในระยะแรกจะเน้นส่งเสริมการทำแปลงพันธุ์อ้อยอินทรีย์เสียก่อน ซึ่งจะต้องมีผลผลิตออกมาให้เพียงพอต่อปริมาณพื้นที่ที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ คาดว่าภายในระยะเวลา 5 ปีข้างหน้า จะเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกอ้อยอินทรีย์เป็น 20,000 ไร่ <br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นอกจากนี้ทางเรายังส่งเสริมให้เกษตรกรใช้พันธุ์อ้อยที่งอกไว เช่น พันธุ์อารีย์1 เพื่อให้ต้นอ้อยเจริญเติบโตมาปกคลุมดินได้เร็ว ลดปัญหาเรื่องวัชพืชลงได้ และลดการใช้สารเคมีได้อีกด้วย สำหรับพื้นที่ที่จะสามารถปลูกอ้อยอินทรีย์ได้นั้น จำเป็นต้องผ่านการตรวจวิเคราะห์ดินก่อน โดยต้องปราศจาการปนเปื้อนของสารเคมี <br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ซึ่งภายหลังจากการลงปลูกอ้อยอินทรีย์แล้ว เกษตรกรต้องหมั่นเฝ้าระวังสารเคมีจากแปลงอื่นๆ รอบข้าง ไม่ว่าจะทางน้ำหรือทางอากาศ ดังนั้นเจ้าของแปลงอ้อยควรทำแนวลม เพื่อป้องกันสารเคมีซึ่งอาจปลิวมาตามลมได้ รวมถึงเฝ้าระวังเรื่องน้ำจากแหล่งธรรมชาติซึ่งอาจมีสารเคมีปะปนมาได้&nbsp; <br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ทั้งนี้เมื่อเปรียบเทียบต้นทุนการผลิตและปริมาณผลผลิตระหว่างการใช้ปุ๋ยเคมีและการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ แน่นอนว่าปุ๋ยเคมีย่อมให้ผลผลิตต่อไร่มากกว่า 15 ตัน/ไร่ ส่วนปุ๋ยอินทรีย์ให้ 10 ตัน/ไร่ ส่วนต้นทุนการผลิตอ้อยแบบใช้ปุ๋ยเคมีมีต้นทุนรวมประมาณ 807 บาท/ตัน แต่ถ้าใช้ปุ๋ยอินทรีย์จะมีต้นทุนประมาณ 700 บาท/ตัน<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ด้านราคาจำหน่ายคุณเกรียงไกรบอกว่า หากแปลงใดที่ปลูกอ้อยอินทรีย์แล้วผ่านการรับรองจากหน่วยงานภาครัฐ เช่น สำนักงานมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ เป็นต้น โดยทางโรงงานจะเพิ่มราคาจำหน่ายให้ตันละ 100 บาท (จากราคาจำหน่ายเดิม) โดยไม่รวมค่าความหวาน (ค่า CCS) และสำหรับเกษตรกรรายที่ปลูกพันธุ์อ้อยอินทรีย์และผ่านการรับรองตามมาตรฐานดังกล่าว จะสามารถจำหน่ายได้ในราคาที่สูงถึงตันละ 1,200 บาท ซึ่งราคาจำหน่ายพันธุ์อ้อยทั่วไปตันละ 1,000 บาท<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; แนวทางการผลิตอ้อยอินทรีย์ แม้ในระยะแรกๆ จะเห็นผลช้ากว่าการใช้ปุ๋ยเคมี แต่ถ้ามองในระยะยาวการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ย่อมให้ผลดีกว่าแน่นอน ประกอบกับช่วงนี้ปุ๋ยเคมีมีราคาค่อนข้างแพง อย่างปุ๋ยสูตรเสมอ (15-15-15) ราคากระสอบละ 1,000 บาท ดังนั้นการปลูกอ้อยอินทรีย์จึงเป็นหนึ่งทางเลือกที่ดีสำหรับเกษตรกร คุณเกรียงไกรกล่าวทิ้งท้าย<br />&nbsp;<strong><font color="#0000cc">ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณเกรียงไกร รายณะสุข หัวหน้าแผนกส่งเสริมอ้อย บริษัท อุตสาหกรรม</font></strong></font></font></div></font></font></td></tr></table></description>
</item>

<item>
<title>ปลูกข้าวลูกผสมพันธุ์ดี ซี.พี.304 ฉ.83</title>
<link>http://www.nakaintermedia.com/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=28</link>
<description><table border="0"><tr><td><div align="center"><strong><font face="arial,helvetica,sans-serif" size="3"><font color="#006600"><font color="#0000ff">&nbsp;ปลูกข้าวลูกผสมพันธุ์ดี &ldquo;ซี.พี.304&rdquo;<br /></font></font><font color="#660000">&nbsp; ทางเลือกใหม่ในการเพิ่มรายได้สำหรับชาวนาไทย<br /></font></font></strong><table align="left" border="0"><tr><td><img title="นาข้าว" height="260" alt="นาข้าว" src="modules/My_Uploads/user_folders/v83/rice(1).JPG" width="200" border="0" /></td></tr></table></div><div align="justify"><font face="arial,helvetica,sans-serif" size="2"><font size="1">&nbsp;</font>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ในสถานการณ์ที่ต้องเลือกระหว่าง &ldquo;พืชพลังงาน&rdquo; กับ &ldquo;พืชอาหาร&rdquo; ซึ่งเกษตรกรไทยกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบันสำหรับการตัดสินใจผลิตท่ามกลางภาวะวิกฤติด้านพลังงานที่เกิดขึ้น หรือจะเป็นในเรื่องของ &ldquo;ราคาข้าว&rdquo; ที่ได้พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ดังปรากฏเป็นข่าว ณ ช่วงเวลาที่ผ่านมาที่ทุกคนทราบกันดี สำหรับ &ldquo;ข้าวไทย&rdquo; แล้วทั้งสองสภาวการณ์ดังกล่าวหากมองลึกลงไปจะเห็นได้ว่าเป็นทั้ง &ldquo;วิกฤติ&rdquo; และก็ &ldquo;โอกาส&rdquo; มาพร้อมในช่วงเวลาที่ไล่เลี่ยกัน จากความพยายามที่จะแก้ปัญหาความยากจนของชาวนาไทยเพื่อให้หมดไปด้วยของรัฐบาล และประกอบกับหนึ่งในสาเหตุของความไม่คุ้มค่าจากแปลงนาที่เกษตรกรได้รับ นั่นคือ ผลผลิตข้าวเฉลี่ยต่อไร่ซึ่งยังต่ำอยู่มากหากเมื่อเทียบกับต่างประเทศที่เป็นคู่แข่ง การเปิดตัว &ldquo;ข้าวลูกผสมพันธุ์ดี&rdquo; โดยสามารถให้ผลผลิตต่อไร่กว่า 1,000 กิโลกรัมขึ้นไปและพร้อมส่งเสริมสำหรับให้เกษตรกรปลูก จึงนับเป็นอีกทางเลือกใหม่ในการเพิ่มรายได้สำหรับชาวนาไทยในยุคซึ่งต้องใช้พื้นที่การผลิตเพื่อให้เกิดความคุ้มค่ามากที่สุด<br /><font color="#009999">&nbsp;<strong>เปิดตัวข้าวลูกผสมพันธุ์ดี</strong> <br /></font>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จากที่มีโอกาสไปเยี่ยมชม &ldquo;สถานีวิจัยข้าวลูกผสมฟาร์มกำแพงเพชร&rdquo; และ &ldquo;เปิดกรุ... งานวิจัยข้าวลูกผสม&rdquo; ของ กลุ่มธุรกิจพืชครบวงจร เครือเจริญโภคภัณฑ์ ณ โครงการหมู่บ้านเกษตรกรรมกำแพงเพชร ต.เทพนคร อ.เมือง จ.กำแพงเพชร มาเมื่อเร็วๆนี้ ซึ่งนอกจาก นายมนตรี คงตระกูลเทียน ประธานคณะผู้บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ร่วม ได้พูดถึงประวัติความเป็นมาของงานวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวลูกผสมที่ซีพีมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลากว่า 7 ปีแล้ว ล่าสุดกับความสำเร็จที่เกิดขึ้นโดยเปิดตัวข้าวลูกผสมพันธุ์ &ldquo;ซี.พี.304&rdquo; และพันธุ์ &ldquo;ซี.พี.357&rdquo; พร้อมส่งเสริมให้ชาวนาปลูกในพื้นที่ชลประทาน นายมนตรีได้กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า &ldquo;ผมคิดว่า 1,000 กิโลกรัมต่อไร่ ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันของชาวนาไทยอีกต่อไปแล้ว ซึ่งจากการศึกษาดูงานในประเทศจีนในขณะนี้นั้นมีข้าวลูกผสมที่เรียกว่า Super Hybrid Rice ที่ให้ผลผลิตถึง 2,000 กิโลกรัมต่อไร่ ดังนั้นชาวนาไทยจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตเพื่อใช้พื้นที่ที่มีอยู่อย่างจำกัด แต่ใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดเหมือนกับเราทำฟาร์ม ที่เรียกว่า Intensive Farming คือการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้สูงขึ้น ทั้งนี้หากชาวนาหันมาใช้พันธุ์ข้าวลูกผสมพันธุ์ดีซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญในการผลิต ประกอบการใส่ใจดูแล มีระบบการจัดการดีทางด้านเขตกรรมที่ถูกต้อง ใช้เทคโนโลยีทันสมัยเข้าช่วย ชาวนาก็จะได้ผลผลิตต่อไร่และมีรายได้ที่สูงขึ้นอย่างแน่นอน ที่ผ่านมากลุ่มธุรกิจพืชครบวงจร เครือเจริญโภคภัณฑ์ ได้ให้ความสำคัญในเรื่องข้าวได้ทำการศึกษาวิจัยและพัฒนาเรื่องข้าวมานานซึ่งที่ผ่านมาได้ใช้งบประมาณในการวิจัยทั้งในประเทศไทย และในประเทศจีนปีละประมาณ 30 ล้านบาทซึ่งหากพิจารณาในวันนี้ผมเชื่อมั่นว่าถือว่าเป็นการทุ่มเทในการวิจัยและพัฒนาที่คุ้มค่ามากที่จะสามารถนำมาช่วยชาวนาไทยให้มีรายได้และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน&rdquo;<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;</font></div></td></tr></table><!--pagebreak--><table border="0"><tr><td><table align="left" border="0"><tr><td><img title="นาข้าว" height="260" alt="นาข้าว" src="modules/My_Uploads/user_folders/v83/rice.JPG" width="200" border="0" /></td></tr></table><div align="justify"><font face="arial,helvetica,sans-serif"><font size="2">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สำหรับข้าวลูกผสมพันธุ์ &ldquo;ซี.พี.304&rdquo; และพันธุ์ &ldquo;ซี.พี.357&rdquo; ที่กลุ่มธุรกิจพืชครบวงจร เครือเจริญโภคภัณฑ์ ได้ประสบความสำเร็จในการวิจัยและพัฒนาพันธุ์นั้นมีลักษณะดีเด่นคือข้าวลูกผสมพันธุ์ &ldquo;ซี.พี.304&rdquo; เติบโตเร็ว อายุสั้นเก็บเกี่ยวไวเพียง 90-100 วัน ให้ผลผลิตสูงประมาณ 1,500 กิโลกรัมต่อไร่ ทนทานต่อโรคและแมลง มีลักษณะเป็นข้าวแข็งปานกลาง อะมิโลส 23-24% อยู่ในกลุ่มเดียวกันกับข้าวพันธุ์ชัยนาท พิษณุโลก เมล็ดยาวเกิน 7 มิลลิเมตร (ได้มาตรฐานการค้าคุณภาพข้าวของไทย) ส่วนพันธุ์ข้าวลูกผสม ซี.พี.357 มีลักษณะเด่นคือ ให้ผลผลิตสูงประมาณ 1,500 กิโลกรัมต่อไร่ ทนทานต่อโรคและแมลง เป็นพันธุ์ข้าวนุ่ม อะมิโลส 16-17% กลุ่มเดียวกันกับข้าวปทุมธานี และข้าวหอมมะลิ แต่ไม่มีกลิ่นหอม ซึ่งทั้ง 2 พันธุ์หากอยู่ในแปลงของชาวนาที่อยู่ในเขตระบบชลประทานจะให้ผลผลิตไม่ต่ำกว่า 1,000 กิโลกรัมต่อไร่ และปัจจุบันซีพีได้ประสบความสำเร็จในการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวลูกผสมใหม่ในอนาคตคือพันธุ์ &ldquo;ซี.พี.392&rdquo; และพันธุ์ &ldquo;ซี.พี.395&rdquo;<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ในช่วงปี 2550 ที่ผ่านมากลุ่มธุรกิจพืชครบวงจร เครือเจริญโภคภัณฑ์ได้ทำการทดสอบปลูกข้าวลูกผสมทั้ง 2 สายพันธุ์ในพื้นที่ที่เป็นแหล่งปลูกข้าวที่สำคัญๆ จำนวน 10 จุด ได้แก่ พื้นที่ในจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย อุตรดิตถ์ พิจิตร พิษณุโลก กำแพงเพชร นครสวรรค์ ชัยนาท สุพรรณบุรี และจังหวัดปทุมธานี ซึ่งผลที่ได้เป็นที่พึงพอใจของเกษตรกรเป็นอย่างมาก นอกจากนี้นายมนตรียังกล่าวเพิ่มเติมว่าในปี 2551 กลุ่มธุรกิจพืชครบวงจร จะยังคงเดินหน้าในด้านการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวลูกผสมอย่างต่อเนื่องไปพร้อมๆกับการส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่เขตชลประทานปลูกข้าวลูกผสมของซีพี โดยเพิ่มพื้นที่จากปี 2550 ที่ได้ทำการส่งเสริมไปแล้ว 400 ไร่ เป็น 3,000 ไร่โดยเบื้องต้นจะร่วมมือกับ ธ.ก.ส.ทำการส่งเสริมในพื้นที่จังหวัดกำแพงเพชร พิจิตร และจังหวัดพิษณุโลก สำหรับจังหวัดอื่นๆนั้นก็จะเร่งทำการทดสอบเพื่อขยายพื้นที่ปลูกต่อไปในอนาคต ทั้งนี้นอกจากส่งเสริมการปลูกแล้วทางบริษัทในเครือซีพีจะทำการรับซื้อคืนในราคาตลาดอีกด้วย<br /><strong><font color="#0099cc">&nbsp;<font color="#009999">เทคนิคการปลูกข้าวลูกผสมเพื่อให้ได้ผลผลิตสูงสุด<br /></font></font></strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จากรูปแบบการส่งเสริมปลูกข้าวลูกผสมของซีพี โดยบริษัทจะมีทีมงานเข้าไปแนะนำเทคนิคการดำนาพร้อมให้บริการจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวลูกผสมของซีพี รวมทั้งสนับสนุนอุปกรณ์เครื่องจักรสำหรับปักดำข้าว อุปกรณ์เก็บเกี่ยวข้าวฯ และถ่ายทอดข้อมูลการเพาะปลูกข้าวที่ถูกต้องแก่เกษตรกร และเพื่อให้ได้ผลผลิตสูงสุดเทคนิคการปลูกข้าวลูกผสมภายใต้การส่งเสริมจากซีพี มีขั้นตอนดังนี้<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</font></font></div></td></tr></table><!--pagebreak--><table border="0"><tr><td><table align="left" border="0"><tr><td><img title="การเตรียมแปลงทำนาข้าว" height="260" alt="การเตรียมแปลงทำนาข้าว" src="modules/My_Uploads/user_folders/v83/rice(2).JPG" width="200" border="0" /></td></tr></table><div align="justify"><font face="arial,helvetica,sans-serif"><font size="2">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong><font color="#009999">การเตรียมแปลง <br /></font></strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>&nbsp; </strong>ปักดำ ไถดะลึกประมาณ 15-20 ซม. พลิกดินผึ่งแดดเป็นเวลา 1-2 สัปดาห์ <br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; -ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ (ตราหมอดิน) ปริมาณ 50-100 กก./ไร่ <br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; -สูบน้ำเข้าแปลง ไถแปรพร้อมตีขลุบอีก 1-2 ครั้งเพื่อกำจัดวัชพืชที่งอกขึ้นมาใหม่และย่อยดินให้มีขนาดเล็กลง <br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; -ปรับแปลงให้สม่ำเสมอโดยใช้ไม้ลูบ อาศัยน้ำช่วยในการปรับแปลง<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; -ขังน้ำไว้เพื่อรอการปักดำ (ไม่ควรขังน้ำไว้นานเพราะน้ำจะตกตะกอนใสมีผลให้วัชพืชงอกได้)<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; -ใส่ปุ๋ยรองพื้น 15-15-15 อัตรา 30 กก./ไร่ (ก่อนปักดำ 1-2 วัน)<br /><strong><font color="#009999">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การปลูกข้าว<br /></font></strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ปักดำ ปล่อยน้ำออกจากแปลงก่อนปักดำ<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; -ปักดำมือ ระดับน้ำควรลึก 2-3 ซม.<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; -ปักดำด้วยรถดำนา ระบายน้ำออกจากแปลง ระยะปักดำ 24&nbsp; x 14 ซม. จำนวน 1-2 ต้น/กอ<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; -หลักจากปักดำ 3-5 วัน เอาน้ำเข้ารักษาระดับน้ำ 5 ซม. สลับกับการปล่อยให้น้ำแห้งประมาณ 1-2 วัน นำน้ำเข้าแปลงสลับกันจนข้าวถึงระยะแตกกอสูงสุด รักษาระดับน้ำไว้ที่ระดับ 5-10 ซม. ไปจนถึงข้าวเข้าสู่ระยะโน้มรวง ระบายน้ำออกจากแปลงให้หมดก่อนการเก็บเกี่ยว 10 วัน<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong><font color="#009999">การใส่ปุ๋ย<br /></font></strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ครั้งที่ 1 5 วันหลังปักดำ ใส่ปุ๋ยสูตร 46-0-0 อัตรา 5 กก./ไร่ สูตร 0-0-60 อัตรา 15 กก./ไร่, ครั้งที่ 2 15 วันหลังปักดำ ใส่ปุ๋ยสูตร 46-0-0 อัตรา 5 กก./ไร่ สูตร 16-8-8 อัตรา 15-20 กก./ไร่ สูตร 0-0-60 อัตรา 10 กก./ไร่ ควบคู่ด้วย &ldquo;วีโก้&rdquo; เร่งต้น (ฉลากสีเขียว) อัตรา (ซีซี./น้ำ 20 ลิตร) 20-30 ลิตร/ไร่ และ &ldquo;วูการ์&rdquo; อัตรา (ซีซี./น้ำ 20 ลิตร) 50-100 ลิตร/ไร่, ครั้งที่ 3 30 วันหลังปักดำ ใส่ปุ๋ยสูตร 46-0-0 อัตรา 15-20 กก./ไร่ สูตร 0-0-60 อัตรา 5 กก./ไร่ ควบคู่กับวีโก้เร่งดอก (ฉลากสีส้ม) อัตรา (ซีซี./น้ำ 20 ลิตร) 20-30 ลิตร/ไร่ และวูการ์ อัตรา (ซีซี./น้ำ 20 ลิตร) 50-100 ลิตร/ไร่, ครั้งที่ 4 50 วันหลังปักดำ (เฉพาะกรณีข้าวแสดงอาการขาด) ใส่ปุ๋ยสูตร 46-0-0 อัตรา 5 กก./ไร่ ควบคู่กับวีโก้เร่งดอก (ฉลากสีส้ม) อัตรา (ซีซี./น้ำ 20 ลิตร) 20-30 ลิตร/ไร่ และวูการ์ อัตรา (ซีซี./น้ำ 20 ลิตร) 50-100 ลิตร/ไร่<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong><font color="#000099"> หมายเหตุ : ข้าวระยะน้ำนม (เร่งการสะสมอาหาร สร้างรวง) จะเสริมด้วย &ldquo;วีโก้เพิ่มผลผลิต&rdquo; (ฉลากสีม่วง) อัตรา (ซีซี./น้ำ 20 ลิตร) 20-30 ลิตร/ไร่ และวูการ์ อัตรา (ซีซี./น้ำ 20 ลิตร) 50-100 ลิตร/ไร่&nbsp;&nbsp;&nbsp; <br /></font></strong></font></font></div></td></tr></table><!--pagebreak--><table border="0"><tr><td><table align="left" border="0"><tr><td><img title="นาข้าว" height="260" alt="นาข้าว" src="modules/My_Uploads/user_folders/v83/rice(1).JPG" width="200" border="0" /></td></tr></table><div align="justify"><font face="arial,helvetica,sans-serif"><font size="2">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong><font color="#009999">&nbsp; เยี่ยมแปลงเกษตรกรผู้ปลูกข้าวลูกผสมพันธุ์ดี &ldquo;ซี.พี.304&rdquo; <br /></font></strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;หลังจากที่เยี่ยมชมงานวิจัยข้าวลูกผสมภายในสถานีแล้วต่อจากนั้นได้มีการพาไปดูแปลงของเกษตรกรที่ได้รับการส่งเสริมด้วย ซึ่งจุดแรกเป็นของ <strong>นายนิเวศน์ ไพโรจน์</strong> อยู่บ้านเลขที่ 7 หมู่ 14 ต.เขาคีริส อ.พรานกระต่าย จ.กำแพงเพชร พื้นที่ปลูกประมาณ 16 ไร่โดยในวันรุ่งขึ้น (วันที่ 18 เม.ย. 2551)ก็จะครบรอบการเก็บเกี่ยวแล้ว ได้เล่าให้ฟังว่า เป็นครั้งที่ 3 แล้วที่ปลูกโดยใช้พันธุ์ข้าวลูกผสม &ldquo;ซี.พี.304&rdquo; จากการส่งเสริมของทางบริษัท ที่ผ่านมาการปลูกข้าวทั้ง 2 รุ่นหลังจากที่ทำตามขั้นตอนต่างๆที่ได้รับการแนะนำจากทางเจ้าหน้าที่ของบริษัทแล้วซึ่งเข้ามาดูแล ตั้งแต่เรื่องการนำต้นกล้ามาปักดำในแปลงนาด้วยรถดำนาเพื่อแทนการทำนาแบบ &ldquo;หว่านน้ำตม&rdquo; ที่ทำอยู่เดิม การให้ปุ๋ยและการจัดการดูแลต่างๆ กระทั่งรวมไปถึงเมื่อข้าวมีอายุครบเก็บเกี่ยวก็มีการติดต่อรถเกี่ยวข้าวและผู้รับซื้อมาให้บริการถึงที่ด้วย ภายใต้การลงทุน (ประมาณ 3,000 -4,000 บาท/ไร่) ซึ่งไม่แตกต่างจากเดิมมากนักเมื่อคิดเทียบกันต่อไร่ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นและเห็นได้อย่างชัดเจนก็คือ ผลผลิตต่อไร่ที่เพิ่มขึ้นอย่างน้อยๆไม่ต่ำกว่า 30 ถัง/ไร่ขึ้นไป โดยปกติสำหรับการทำนาแบบหว่านน้ำตมซึ่งใช้ข้าวพันธุ์ &ldquo;ชัยนาท&rdquo; ตนจะได้ผลผลิตอยู่ประมาณ 80 ถัง/ไร่ ดังนั้นสำหรับข้าวพันธุ์ใหม่และก็จำนวนผลผลิตที่เพิ่มมานี้จึงถือว่าเป็นกำไรและตนก็รู้สึกพอใจ ซึ่งหลังจากที่เก็บเกี่ยวข้าวรุ่นนี้เสร็จแล้วโดยคิดว่าน่าจะได้ไม่ต่ำกว่า 100 ถัง/ไร่ขึ้นไปอีกเหมือนกัน จะขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้นอีกเป็น 25ไร่สำหรับในรอบหน้า<br />&nbsp;ส่วนอีกคนคือ <strong>นายสังวาลย์ ปิ่นสกล</strong> อยู่บ้านเลขที่ 52 หมู่ 7 ต.มหาชัย อ.ไทรงาม จ.กำแพงเพชร พื้นที่ปลูกประมาณ 14 ไร่ครึ่งกำลังจะเก็บเกี่ยวพร้อมกันในวันรุ่งขึ้นกับแปลงแรก เพิ่งใช้พันธุ์ข้าวลูกผสม &ldquo;ซี.พี.304&rdquo; ปลูกเป็นครั้งแรก เล่าให้ฟังว่า หลังจากที่ไปเข้ารับการอบรมเกี่ยวกับการปลูกข้าวลูกผสมที่ฟาร์มกำแพงเพชรมา 2 ครั้ง จากนั้นจึงมาแบ่งที่นาซึ่งทั้งหมดที่มีทำอยู่รวมแล้วประมาณ 150 ไร่เพื่อมาลองปลูกข้าวลูกผสมสายพันธุ์ของซีพีเป็นจำนวนประมาณ 14 ไร่ครึ่ง เริ่มดำนาเมื่อวันที่ 24 ม.ค.2551 ที่ผ่านมา และข้าวจะครบอายุการเกี่ยวในพรุ่งนี้ (คือวันที่ 18 เม.ย.2551 ที่ผ่านมา) ดูจากผลผลิตและก็ภาวะราคารับซื้อซึ่งทราบว่าอยู่ประมาณเกวียนละ 12,000 บาทแล้ว รู้สึกว่าค่อนข้างพอใจเพราะดูแล้วจากปริมาณผลผลิตทั้งหมดซึ่งน่าจะได้มากกว่าข้าวพันธุ์เดิมที่เคยปลูกอยู่แน่ โดยในรอบต่อจากนี้ไปตั้งใจไว้ว่าจะขยายพื้นที่การปลูกเพิ่มขึ้นอีกจำนวน 20 ไร่เพื่อเป็นการต่อเนื่องจากในครั้งนี้<br />&nbsp;ประเทศไทยมีศักยภาพในการปลูกข้าวจากพื้นที่ 67 ล้านไร่เราใช้ปลูกข้าวในเขตชลประทานประมาณ 25 ล้านไร่เท่านั้น ทำอย่างไรพื้นที่ 25 ล้านไร่นี้จะผลิตข้าวให้ได้เหมือนกับการปลูกข้าวในพื้นที่ 67 ล้านไร่ และทำอย่างไรจากผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ซึ่งแต่เดิมคืออยู่ที่ประมาณ 439 กิโลกรัม/ไร่จะสามารถทำให้เพิ่มจากนี้ขึ้นมาได้ สนใจพันธุ์ข้าวลูกผสมและเทคโนโลยีในการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพของซีพีสามารถติดต่อได้ที่ กลุ่มธุรกิจพืชครบวงจร เครือเจริญโภคภัณฑ์ โทร.0-2675-8800 ต่อ 1440 หรือ 1446&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />&nbsp;</font></font></div></td></tr></table></description>
</item>

</channel>
</rss>